/

บทสรุปเลือกตั้ง 69 ‘ภาคตะวันออก’ เขตไหนปรับ คนไหนเปลี่ยน ในวันที่ทิศทางคะแนนเสียงไม่เหมือนเดิม

การเลือกตั้งปี 2569 ทำให้ภูมิทัศน์การเมืองของภาคตะวันออกขยับตัวครั้งใหญ่ จากพื้นที่ที่เคยถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของความหวังในการเปลี่ยนแปลงการเมืองในระดับโครงสร้าง กลับกลายเป็นสนามที่เครือข่ายท้องถิ่น บ้านใหญ่ และยุทธศาสตร์การรวมกลุ่มมีบทบาทเด่นชัดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หลายจังหวัดไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนแค่ตัวผู้ชนะ หากแต่เป็นการเปลี่ยน ‘สมดุลทางอำนาจ’ ใหม่ทั้งกระดาน จากพรรคที่เคยครองพื้นที่อย่างต่อเนื่องในหลายเขตเริ่มอ่อนแรงลง ขณะที่บางพรรคเติบโตสวนทิศทางต่างจากพรรคอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

ตัวเลขคะแนนหลังการเลือกตั้งบ่งชี้ว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบางพื้นที่ พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยซึ่งเคยมีบทบาทนำในหลายจังหวัด สูญเสียที่นั่งลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยขยายอิทธิพลขึ้นมาเป็นแกนหลักในหลายพื้นที่ และพรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นผู้เล่นใหม่สามารถปักธงได้ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรก ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างพรรค แต่คือการปรับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อพิจารณาเชิงพื้นที่อย่างละเอียด จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีทั้งลักษณะร่วมและความแตกต่างเฉพาะจังหวัด จังหวัดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่สะท้อนการจัดระเบียบฐานเสียงใหม่ผ่านการรวมกลุ่มของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น ขณะที่จังหวัดชายแดนได้รับอิทธิพลจากบริบทด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างชัดเจน การเคลื่อนตัวของคะแนนในแต่ละเขตจึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับกันหลายชั้น และเมื่อประกอบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน

ในบทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจความเปลี่ยนแปลงของผลการเลือกตั้งทั้ง 8 จังหวัดภาคตะวันออก เพื่อทำความเข้าใจว่าปัจจัยใดเป็นตัวกำหนดทิศทางคะแนนเสียง และการจัดเรียงอำนาจใหม่ส่งผลให้ทิศทางการเมืองในภูมิภาคเปลี่ยนไปอย่างไร

ตระกูลฉายแสงยังคงเข้มแข็ง แต่พรรคเพื่อไทย – พรรคประชาชนเริ่มอ่อนแรงลงใน ‘ฉะเชิงเทรา’

ภาพรวมของฉะเชิงเทราในการเลือกตั้งปี 2569 ชี้ชัดว่าโครงสร้างอำนาจเดิมของ ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคประชาชน’ กำลังสั่นคลอน จากทั้งหมด 4 เขต มีถึง 2 เขตที่เปลี่ยนมือผู้ชนะ และทั้งสองเขตที่เคยเป็นของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนไหลไปสู่พรรคกล้าธรรมทั้งหมด ซึ่งสะท้อนการภาพของความนิยมของทั้งสองพรรคที่ลดลง

ภาพที่ปรากฎชัดคือภาพของ ‘ความนิยม’ พรรคเพื่อไทยในจังหวัดนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ยกเว้นเขต 1 ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของตระกูล ‘ฉายแสง’ ที่ยังสามารถรักษาฐานเสียงเดิม และสามารถยืนระยะและป้องกันพื้นที่ไว้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม การชนะในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแรงภายในเครือข่ายของตระกูลฉายแสงมากกว่าความนิยมของพรรค เนื่องจากเมื่อขยับออกจากเขต 1 ภาพของความนิยมของพรรคเพื่อไทยก็เริ่มอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

เขตที่ 3 เปลี่ยนจาก ศักดิ์ชาย ตันเจริญ (พรรคเพื่อไทย) ไปเป็น ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ (พรรคกล้าธรรม) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งนี้ ศักดิ์ชาย อดีตสส.พรรคเพื่อไทย ที่เคยชนะกลับร่วงลงไปอยู่อันดับสาม คะแนนที่เคยได้จาก 45,874 คะแนน ในปี 2566 ร่วงหล่นไปเหลือเพียง 13,532 คะแนน ในปี 2569 แสดงถึงการหายไปของฐานเสียงจำนวนมากในเวลาเพียงหนึ่งรอบเลือกตั้ง

เขตที่ 4 เปลี่ยนจาก จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ (พรรคประชาชน) ไปเป็น จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ (พรรคกล้าธรรม) อย่างไรก็ตาม แม้พรรคประชาชนจะยังรักษาระดับคะแนนไว้ได้ในระดับเดิม แต่การยืนอยู่กับฐานเสียงชุดเดิมโดยไม่สามารถขยายวงสนับสนุนออกไป ทำให้เสียเปรียบทันทีในสนามที่คู่แข่งกำลังเร่งสะสมแรงหนุนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองทั้งจังหวัด ฉะเชิงเทราปี 2569 จึงไม่ใช่แค่พื้นที่ที่มีผู้ชนะหน้าใหม่สองเขต แต่คือจังหวัดที่สมดุลอำนาจเดิมระหว่างเพื่อไทยและพรรคประชาชน ถูกท้าทายอย่างเป็นรูปธรรม พรรคกล้าธรรมสามารถเจาะฐานเสียงและขึ้นมาเป็นแกนหลักของจังหวัด ขณะที่เพื่อไทยเหลือพื้นที่มั่นคงเพียงเขตเดียว และพรรคประชาชนต้องเผชิญความเปราะบางเมื่อพื้นที่เก่าที่เคยชนะมาถึงสองสมัย กลับต้องพ่ายแพ้ไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ นี่จึงกลายเป็นสัญญาณว่า ฉะเชิงเทรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคการแข่งขันหลายขั้วอย่างเต็มตัว และไม่มีพรรคใดสามารถยึดจังหวัดนี้ไว้ได้อีกเหมือนในอดีต

 

‘ชลบุรี’ บ้านใหญ่รีเทิร์น เมื่อการรวมกลุ่มของบ้านใหญ่ สามารถสยบฐานที่ยังแข็งแกร่งของพรรคประชาชนได้

ผลเลือกตั้งชลบุรีปี 2569 ไม่ได้แค่บอกว่าโฉมหน้าของสส.ในจังหวัดเปลี่ยนไปอย่างไร แต่กำลังบอกว่าฐานอำนาจในจังหวัดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งนี้กำลังถูกจัดเรียงใหม่

เมื่อเทียบกับปี 2566 พรรคประชาชน (ก้าวไกลเดิม) ในการเลือกตั้งครั้งนี้เสียที่นั่งในชลบุรีไปทั้งหมด 2 เขต สะท้อนว่ากระแสนิยมของพรรคแบบในปี 66 เริ่มแผ่วลงบางลงในบางเขต แต่ภาพที่น่าสนใจกว่าคือ พรรคที่เคยมีบทบาทในชลบุรีอย่างพรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ กลับ ‘หายไปจากสมการ’ จากพื้นที่ชลบุรีอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่พรรคดังกล่าวที่หายไปเนื่องจากผู้สมัครส่วนใหญ่ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งรอบนี้ได้ขยับขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักในจังหวัด ทั้งในเชิงจำนวนที่นั่งและในเชิงสัญลักษณ์ของอำนาจพื้นที่ โดยจากทั้งหมด 10 เขตเลือกตั้งในชลบุรี พบว่ามี 4 เขตที่มีการ ‘พลิกโฉม’ ผู้ชนะ ประกอบด้วย

เขตที่ 1 เปลี่ยนจาก วรท ศิริรักษ์ (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) ไปเป็น สุชาติ ชมกลิ่น (พรรคภูมิใจไทย) หนึ่งในเขตที่ถูกจับตามากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะเป็นการปะทะกันโดยตรงระหว่างการเมืองใหม่กับฐานอำนาจเก่าในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่า วรท จะแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่หากพิจารณาเปรียบเทียบผลคะแนนระหว่างปี 2566 และ 2569 จะพบว่าฐานเสียงของพรรคประชาชนไม่ได้หดตัว ขณะเดียวกันยังได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากเลือกตั้งครั้งก่อนอีกด้วย 

ขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลให้ สุชาติ พลิกกลับมาชนะ อยู่ที่การไหลของคะแนนที่มาจากพรรคอื่นๆ ในเขต โดยเฉพาะกลุ่มคะแนนของเพื่อไทยและรวมไทยสร้างชาติที่ยุบตัวและไหลเข้าสู่ภูมิใจไทยทำให้การแข่งขันซึ่งเดิมเคยกระจายตัวหลายขั้ว กลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างสองขั้วหลักที่อีกฝ่ายมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างมากกว่า ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งในครั้งนี้จึงสะท้อนการจัดระเบียบฐานอำนาจใหม่ในพื้นที่ มากกว่าการพ่ายแพ้เพราะกระแสความนิยมของฝ่ายการเมืองใหม่ลดลงโดยตรง

เขตที่ 3 เปลี่ยนจาก ชวาล พลเมืองดี (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) เป็น ร.ต.อ.สิทธิพัฒน์ ภาวสุทธิ์ (พรรคภูมิใจไทย) เช่นเดียวกันในเขตนี้ หากพิจารณาจากผลคะแนนระหว่างปี 2566 และ 2569 จะพบว่าฐานคะแนนของพรรคประชาชนไม่ได้หดตัวแต่อย่างใด และยังปรากฎว่าในเขตนี้พรรคประชาชนยังได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม กลับผลการไหลของพรรคเพื่อไทยไปยังพรรคภูมิใจไทยอย่างเห็นได้ชัด โดยจากเดิมที่พรรคเพื่อไทย (มานิตย์ ภาวสุทธิ์) เคยได้คะแนนไป 30,095 คะแนน ในรอบนี้พรรคเพื่อไทย (พายุ เนื่องจำนงค์) เหลือเพียง 3,442 คะแนน ส่งผลให้เดิมที่เขตนี้เป็นพื้นที่ที่ห้ำหั่นกันระหว่างหลายขั้ว กลายเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงเพียงแค่สองขั้วหลัก

เขตที่ 8 เปลี่ยนจาก จรัส คุ้มไข่น้ำ (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) เป็น เชาวลิตร แสงอุทัย (พรรคภูมิใจไทย)  หนึ่งในพื้นที่ที่พรรคประชาชนครองแชมป์มา 2 สมัยติดต่อกัน โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีการปรับตัวผู้สมัครของฝั่งพรรคประชาชนเป็น มนัสวิน จันทร์เจริญ ลงแข่งขัน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากตัวเลขผลคะแนน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของแรงสนับสนุนอย่างชัดเจน คะแนนของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ลดลงจากรอบก่อน ขณะที่เชาวลิตร รองแชมป์จากปี 2566 กลับเพิ่มฐานเสียงได้ภายใต้สังกัดใหม่ จนสามารถพลิกจากผู้ตามขึ้นมาเป็นผู้ชนะในครั้งนี้

เขตที่ 10 เปลี่ยนมือจาก สะถิระ เผือกประพันธุ์ (พรรคพลังประชารัฐ) มาเป็น ธนาธาร ประมูลพงษ์ (พรรคประชาชน) สะท้อนภาพกลับด้านจากหลายเขตก่อนหน้า โดยพรรคประชาชนสามารถชิงพื้นที่คืนได้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเชิงลึกจะพบว่าผลลัพธ์ในเขตนี้ไม่ได้เกิดจากการทิ้งห่างอย่างเด็ดขาด แต่เป็นการแข่งขันที่คะแนนเลือกตั้งกระจายตัวชัดเจน โดยธนาธารได้ 25,552 คะแนน ขณะที่อันดับ 2 อย่างพนธกร ใคร่ครวญ (พรรคภูมิใจไทย) ได้ 22,072 คะแนน และอันดับ 3 สะถิระ (สังกัดพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้) ได้ 21,865 คะแนน ซึ่งผลของชัยชนะของพรรคประชาชน อาจมาจากการห้ำหั่นกันเองของพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมในเขตนี้

ชลบุรีในปี 2569 จึงไม่ใช่แค่สนามที่พรรคประชาชนอ่อนแรงลงเล็กน้อย แต่คือพื้นที่ที่บ้านใหญ่สามารถใช้ยุทธศาสตร์การรวมตัวกันเพื่อทวงที่นั่งคืนได้อย่างเป็นระบบ ขณะที่พรรคใหญ่อย่างเพื่อไทย และพรรคเฉพาะกิจอย่างรวมไทยสร้างชาติ รวมถึงพลังประชารัฐ ถูกเบียดจนหลุดจากสนามการเมืองชลบุรีไปอย่างสิ้นเชิง

 

บ้านใหญ่ ‘ระยอง’ ฟื้นชีพ กวาดที่นั่งคืนจากพรรคประชาชน

ระยองในการเลือกตั้งปี 2569 สะท้อนภาพการกลับมาของการเมืองเชิงเครือข่ายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบทบาทของ ‘บ้านใหญ่’ ในพื้นที่ที่สามารถฟื้นกำลังและจัดระเบียบฐานเสียงได้อีกครั้ง

ผลลัพธ์ทางการเมืองในครั้งนี้มาจากการฟื้นคืนความสัมพันธ์ของเครือข่ายบ้านใหญ่ และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ‘ตระกูลปิตุเตชะ’ สามารถกลับมาทวงคืนพื้นที่จากพรรคประชาชนได้ถึง 2 เขต แม้ผู้สมัครจะสังกัดคนละพรรคก็ตาม

สำหรับพื้นที่ระยอง ในการเลือกตั้งปี 2569 มีการเปลี่ยนมือของผู้ชนะทั้งหมด 2 เขต ประกอบด้วย

เขตที่ 3 เปลี่ยนจาก พงศธร ศรเพชรนรินทร์ (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) ไปเป็น พศิน ปิตุเตชะ (พรรคประชาธิปัตย์) เป็นตัวอย่างของความผันผวนที่สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางฐานเสียงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมฝ่ายของพรรคก้าวไกลที่เคยทำคะแนนในระดับสูงในการเลือกตั้งครั้งก่อน รวมถึงการเลือกตั้งซ่อมในเดือนกันยายน 2566 ที่คะแนนพุ่งขึ้นอย่างโดดเด่น อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งปี 2569 คะแนนนิยมของพรรคประชาชนกลับหดตัวอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ฝ่ายคู่แข่งในพื้นที่ค่อยๆ สะสมคะแนนและขยับอันดับขึ้นต่อเนื่อง จนสามารถช่วงชิงตำแหน่งผู้ชนะได้ในที่สุด

เขตที่ 4 เปลี่ยนจาก ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) ไปเป็น ฉัตรชัย ปิตุเตชะ (พรรคภูมิใจไทย) มีลักษณะใกล้เคียงกัน ผู้สมัครพรรคประชาชนที่เคยชนะด้วยคะแนนระดับสูงในปี 2566 กลับสูญเสียคะแนนจำนวนมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ และพ่ายแพ้ต่อผู้สมัครจากตระกูลปิตุเตชะอย่างชัดเจน ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนการฟื้นตัวของกลไกการเมืองแบบบ้านใหญ่ที่สามารถรวบรวมฐานเสียงท้องถิ่นกลับมาได้อย่างเป็นระบบ

ภาพรวมการเลือกตั้งปี 2569 ในระยองสะท้อนการฟื้นตัว ‘กลับมา’ ของการเมืองแบบเครือข่ายบ้านใหญ่ที่มีรากฐานในพื้นที่อย่างชัดเจน กระแสที่เคยส่งให้พรรคประชาชนครองพื้นที่ในปี 2566 เริ่มอ่อนแรงลง เมื่อเจอกับโครงสร้างความสัมพันธ์ท้องถิ่นที่ขยายกลับมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตระกูลปิตุเตชะสามารถช่วงชิงคืนได้ 2 เขต แม้ผู้สมัครจะอยู่ต่างพรรคกันก็ตาม

 

จันทบุรี – ตราด – สระแก้ว คะแนนพื้นที่ชายแดนพลิกโผ เมื่อผลจากสงครามยังเป็นปัจจัยสำคัญในสนามเลือกตั้ง

การเลือกตั้งปี 2569 ในพื้นที่ชายแดนอย่างจันทบุรีและตราด ปรากฏผลที่พลิกโผอย่างชัดเจน จากเดิมที่ทั้งสองจังหวัดเป็นฐานที่มั่นของพรรคประชาชนต่อเนื่องสองสมัย กลับเปลี่ยนขั้วไปสู่พรรคภูมิใจไทยทั้งหมด สะท้อนการสั่นคลอนของสมดุลอำนาจทางการเมืองในแนวชายแดนตะวันออกอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งสองจังหวัดอยู่ในบริบทพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่ผ่านมา บรรยากาศการเลือกตั้งจึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเชิงนโยบายทั่วไป หากแวดล้อมด้วยประเด็นความมั่นคง เศรษฐกิจชายแดน และกระแสชาตินิยมที่เข้มข้นกว่าพื้นที่อื่น ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจึงมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับบริบทดังกล่าว

ในจันทบุรี พรรคประชาชนเผชิญการหดตัวของคะแนนอย่างชัดเจนในทุกเขต คะแนนของอดีต สส. แต่ละรายลดลงเฉลี่ยหลักเกือบหมื่นเสียง แม้เป็นผู้สมัครหน้าเดิมหรืออยู่ในเครือข่ายทางการเมืองเดิมก็ตาม การลดลงในระดับนี้ไม่ใช่ความผันผวนปกติของคะแนน แต่สะท้อนการเปลี่ยนทิศของฐานเสียงอย่างเป็นระบบ ผลคือทั้ง 3 เขตเปลี่ยนมือไปสู่พรรคภูมิใจไทยทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความสามารถของภูมิใจไทยในการเจาะและรวบรวมคะแนนในพื้นที่ชายแดน ขณะที่พรรคประชาชนไม่สามารถรักษาโมเมนตัมจากปี 2566 ไว้ได้ ส่งผลให้จันทบุรี มีการเปลี่ยนหน้าผู้ชนะทั้งหมด 3 เขต ประกอบด้วย

เขตที่ 1 เปลี่ยนจาก วรายุทธ ทองสุข (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) ไปเป็น สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ (พรรคภูมิใจไทย)

เขตที่ 2 เปลี่ยนจาก ปรัชญาวรรณ ไชยสืบ (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) ไปเป็น คัมภีร์ ชื่นบาน (พรรคภูมิใจไทย)

เขตที่ 2 เปลี่ยนจาก ญาณธิชา บัวเผื่อน (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) ไปเป็น ชรัตน์ เนรัญชร (พรรคภูมิใจไทย)

ตราดมีแนวโน้มในทิศทางเดียวกัน พรรคประชาชนสูญเสียฐานเสียงอย่างหนัก แม้ส่งทายาททางการเมืองลงสนาม แต่ก็ยังคงไม่สามารถรักษาคะแนนเดิมได้ ส่วนพรรคเพื่อไทยก็เผชิญการลดลงของคะแนนอย่างรุนแรงเช่นกัน ตรงกันข้าม ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยสามารถกวาดคะแนนในระดับท่วมท้น การเปลี่ยนมือในจังหวัดเล็กที่มีเพียงเขตเดียวจึงมีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนการเปลี่ยนขั้วของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งจังหวัด

สำหรับตราด มีการเปลี่ยนมือของผู้ชนะทั้งหมด 1 เขต ประกอบด้วย

เขตที่ 1 เปลี่ยนจาก ศักดินัย นุ่มหนู (พรรคก้าวไกล/ประชาชน) ไปเป็น พิชานนท์ อิงประสาร (พรรคภูมิใจไทย) 

เมื่อพิจารณาร่วมกัน จันทบุรีและตราดแสดงรูปแบบเดียวกัน คือการไหลของคะแนนจากพรรคประชาชนและเพื่อไทย ไปสู่พรรคภูมิใจไทยซึ่งสามารถใช้กระแสชาตินิยมเป็นข้อได้เปรียบในพื้นที่ชายแดนได้ชัดเจนกว่า บริบทเศรษฐกิจและความปลอดภัยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความขัดแย้ง มีแนวโน้มทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่และเครือข่ายอำนาจที่จับต้องได้มากกว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์

ในขณะที่สระแก้วมีภาพที่ต่างออกไปเล็กน้อย แม้จะมีการเปลี่ยนมือเพียงเขตเดียว แต่การพ่ายแพ้ของอดีต สส. เพื่อไทยในเขต 3 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยสามารถพลิกกลับมาชนะได้ในการเลือกตั้งครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม การลดลงของคะแนนนั้นอาจมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับสภาวะสงครามชายแดนไทย – กัมพูชา ไม่ต่างกับจันทบุรีและตราด

ผลจากสภาวะสงครามในพื้นที่ เปิดทางให้อดีตสส.เก่าที่ครั้งนี้สังกัดพรรคกล้าธรรมขึ้นมาแทนที่ ขณะที่เขต 1 และ 2 แม้ไม่เปลี่ยนผู้ชนะ แต่พบแนวโน้มคล้ายกัน คือคะแนนของทั้งเพื่อไทยและพรรคประชาชนลดลง พร้อมกับคะแนนที่ขยับขึ้นของพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับสระแก้ว มีการเปลี่ยนมือของผู้ชนะทั้งหมด 1 เขต ประกอบด้วย เขตที่ 3 เปลี่ยนจาก สรวงศ์ เทียนทอง (เพื่อไทย) ไปเป็น สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ (พรรคกล้าธรรม)

ภาพรวมของสระแก้วจึงสะท้อนแรงกระเพื่อมทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับบริบทชายแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนมือในเขต 3 ไม่ได้เป็นเพียงความพ่ายแพ้รายบุคคล แต่สะท้อนการสั่นคลอนของฐานเสียงเพื่อไทยในจังหวัด เมื่อกระแสความมั่นคงและชาตินิยมถูกยกขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญของการเลือกตั้ง

 

ปราจีนบุรี – นครนายก สุญญากาศสีแดง และการรุกคืบของสีน้ำเงินและเขียว

ปราจีนบุรีในการเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้เกิดแรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่ในเชิงตัวบุคคล ผู้สมัครบ้านใหญ่ในพื้นที่ยังคงรักษาที่มั่นไว้ได้เกือบทั้งหมด สะท้อนความมั่นคงของโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นที่ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างคะแนน จะพบความเคลื่อนไหวสำคัญ โดยเฉพาะการลดลงของคะแนนพรรคเพื่อไทยเกือบหนึ่งหมื่นเสียงในทั้ง 3 เขต ขณะเดียวกันคะแนนของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกเขต สะท้อนการไหลของฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยเข้าสู่ภูมิใจไทยอย่างเป็นระบบ แม้โดยรวมผลลัพธ์ทางการเมืองจะยังอยู่ในมือกลุ่มก้อนเดิม แต่สมดุลภายในจังหวัดกำลังเอนเอียงไปในทิศทางใหม่

สำหรับปราจีนบุรี มีการเปลี่ยนมือของผู้ชนะทั้งหมด 1 เขต ประกอบด้วย
เขตที่ 2 เปลี่ยนจาก วุฒิพงศ์ ทองเหลา (พรรคก้าวไกล/ชาติพัฒนา) ไปเป็น ชยุต ภุมมะกาญจนะ (พรรคภูมิใจไทย)

ภาพรวมของปราจีนบุรีสะท้อนแนวโน้มที่ชัดเจนว่าแรงสนับสนุนต่อพรรคเพื่อไทยกำลังอ่อนแรงลงจากคะแนนที่หดตัวในทุกเขต ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทยสามารถขยายฐานสนับสนุนได้ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม แม้จำนวนที่นั่งจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เมื่อพิจารณาในมิติของสัดส่วนคะแนน จะเห็นการเคลื่อนตัวของอำนาจทางการเมืองในจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ

นครนายกในการเลือกตั้งปี 2569 จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ใช่จำนวนเขตที่เปลี่ยนมือ แต่คือการหายไปของพรรคเพื่อไทยจากสนามเลือกตั้งโดยสิ้นเชิง จังหวัดที่เคยเป็นฐานหลักของพรรคเพื่อไทยมานานกว่า 2 สมัย แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้กลับไม่มีผู้สมัครในนามพรรคลงแข่งขันเลย ส่งผลให้โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนจากการวัดพลังระหว่างพรรคใหญ่ มาเป็นการต่อสู้ของตัวบุคคลและเครือข่ายทางการเมืองในพื้นที่แทน

สำหรับนครนายก มีการเปลี่ยนมือของผู้ชนะทั้งหมด 1 เขต ประกอบด้วย
เขตที่ 1 เปลี่ยนจาก สุรพล บุญมา (พรรคเพื่อไทยในปี 2566 พรรคภูมิใจไทย ในปี 2569) ไปเป็น ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร (พรรคกล้าธรรม)

ผลลัพธ์ครั้งนี้จึงสะท้อนผลกระทบโดยตรงจากสุญญากาศทางการเมือง เมื่อพรรคเพื่อไทยไม่อยู่ในสมการ ฐานเสียงเดิมไม่ได้ถูกถ่ายโอนอย่างเป็นเอกภาพ แต่กระจายไปยังผู้สมัครรายบุคคลและพรรคอื่นๆ แทน นครนายกจึงไม่ใช่แค่พื้นที่ที่มีการเปลี่ยนมือหนึ่งเขต หากแต่เป็นตัวอย่างของจังหวัดที่การหายไปของพรรคหลัก ทำให้ดุลอำนาจทั้งกระดานถูกจัดเรียงใหม่ทั้งหมดในระดับพื้นที่

 

ภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ใน ‘ภาคตะวันออก’ หลังศึกเลือกตั้ง 2569

ผลเลือกตั้งจากปี 2566 ถึงปี 2569 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนดุลอำนาจอย่างชัดเจน จากเดิมที่พรรคประชาชนเคยมี 18 ที่นั่งในภาคตะวันออก หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปพรรคประชาชนเหลือเพียง 8 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยลดลงจาก 6 ที่นั่งเหลือเพียง 1 ที่นั่ง สะท้อนการหดตัวของกลุ่มการเมืองฝั่งเดิมในหลายจังหวัดพร้อมกัน และทำให้โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 2 ที่นั่งเป็น 14 ที่นั่ง กลายเป็นกำลังหลักของพื้นที่ ขณะที่พรรคกล้าธรรมซึ่งเพิ่งก่อตั้ง สามารถคว้า 5 ที่นั่งได้ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรก ส่วนพรรคพลังประชารัฐลดลงจาก 4 ที่นั่งเหลือ 2 ที่นั่ง และพรรครวมไทยสร้างชาติไม่เหลือที่นั่ง สะท้อนการปรับสมดุลภายในฝั่งการเมืองอนุรักษนิยมด้วยเช่นกัน

เมื่อมองภาพรวม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงโฉมหน้าของสส.ที่เปลี่ยนไป หากแต่คือการจัดเรียงอำนาจทางการเมืองใหม่ทั้งกระดาน พรรคภูมิใจไทยซึ่งใช้ยุทธศาสตร์ดึงเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นเข้ามาอยู่ภายใต้สังกัดของตน ได้เปรียบอย่างเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ ขณะที่พรรคเดิมอย่างพรรคประชาชน และพรรคเพื่อทยต้องเผชิญแรงเสียดทานมากขึ้น ทั้งจากการสูญเสียฐานเสียงในหลากหลาจังหวัด สถานการณ์ดังกล่าวย่อมกระทบต่ออำนาจต่อรองหลังการเลือกตั้ง และทำให้การกำหนดยุทธศาสตร์ในรอบถัดไปมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น


เรื่องและภาพโดย วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง / Burapunch
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR