/

‘สัตหีบ’ เมืองไม่หยุดดับ : ไฟฟ้าทั้งอำเภอจากกองทัพฯ และปัญหาติดๆ ดับๆ ที่ไม่เคยหายไปของคนสัตหีบ

“วันนี้บ้านไฟดับหรือเปล่า” คือคำพูดทักทายของชาวสัตหีบไม่ต่างจาก การถาม ‘กินอะไรมาหรือยัง’ สมร (นามสมมุติ) ชาวสัตหีบโดยกำเนิดกล่าว

 

คำพูดทักทายเปิดบทสนทนาคือเครื่องแสดงความเป็นห่วงใยสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับชาวสัตหีบ ไฟฟ้าดับกลับเป็นคำถามแรกที่เคยชินจนติดปากที่ต้องถามกันทุกครั้ง ประโยคทักทายสั้นๆ เมื่อเจอหน้ากัน คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

ปัญหาไฟฟ้าติดๆ ดับๆ คือยาขมของคนสัตหีบที่ต้องเผชิญอยู่มาตลอด

จากเดิมในพื้นที่อำเภอสัตหีบที่เคยเป็นป่ารก มีเพียงชุมชนประมงดั้งเดิมที่อาศัย ก่อนจะขยับขยายมาเป็นจนได้ชื่อว่า ‘เมืองแห่งฐานทัพเรือ’ ที่ตั้งของฐานทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ จนกระทั่งในปัจจุบันมีบ้านเรือน หมู่บ้านขึ้นตลอดแนวถนนสุขุมวิท ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอย่างทางด่วนมอเตอร์เวย์ โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบิน สนามบินอู่ตะเภา นับได้ว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่สัตหีบไม่เคยเปลี่ยนไป แม้การพัฒนาในพื้นที่จะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง คืออาการไฟฟ้าติดๆ ดับๆ ที่ผู้คนสัตหีบต้องเผชิญ และเบื้องหลังปัญหาที่ดูเหมือนจะซับซ้อนมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะไฟฟ้าที่นี่ดูแลโดย ‘กองทัพ’

 1 เดียวใน 878 อำเภอ ไฟฟ้าในนามความมั่นคง

เชื่อว่าหากใครหลายคนนึกถึงสัตหีบ สิ่งแรกที่คนมักนึกถึงก็คือ ‘ฐานทัพเรือสัตหีบ’ ซึ่งเป็นกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่นอกจากขนาดแล้ว กองทัพเรือสัตหีบยังมีความน่าสนใจคือ การเป็นผู้ให้บริการไฟฟ้าที่ไม่ใช่แค่ในหน่วยทหาร แต่เป็นทั่วทั้งพื้นที่ทั้ง อ.สัตหีบ

จุดเริ่มต้นของ ‘กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทาน กองทัพเรือ’ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ.2483 การสร้างโรงงานไฟฟ้าในฐานทัพเรือ เพื่อเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ในกิจการกองทัพ และราชการ ตลอดจนครัวเรือนใกล้เคียงโดยรอบ โดยในขณะนั้นพื้นที่สัตหีบส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาวะกันดาร ไม่มีไฟฟ้ายังเข้าถึง

และต่อมาในปี พ.ศ.2509 ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ เข้ามาพัฒนาการผลิตไฟฟ้าให้ได้มากขึ้น และขยายพื้นที่การให้บริการไฟฟ้าออกไปเป็นวงกว้าง

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญในปี พ.ศ.2510 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ขยายเขตให้บริการไฟฟ้ามาถึงอ.สัตหีบ กองทัพเรือจึงตัดสินใจยกเลิกการผลิตกระแสไฟฟ้าในกองทัพ และเปลี่ยนมารับซื้อไฟฟ้ามาจากไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแทน

กล่าวโดยง่ายคือ กองทัพเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตมาเป็นคนกลางในการจำหน่ายไฟฟ้าเสียเอง โดยได้รับการต่ออายุสัมปทานในการจำหน่ายไฟฟ้าจากกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2513, 2524, 2533 และ 2541 และในปัจจุบันยังเหลือใบอนุญาตที่ได้จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้จำหน่ายไฟได้อีกประมาณ 25 ปี

จากการอภิปรายในงานเสวนา ‘ตามหาขุมทรัพย์แสนล้านกองทัพไทย’ โดยอนาลโย กอสกุล ที่ปรึกษากมธ.การทหาร ได้กล่าวถึงบทบาทของกองทัพเรือ ในฐานะของพ่อค้าคนกลางในการซื้อไฟฟ้ามาขายต่อว่า ธุรกิจนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับกองทัพสูงถึง 1600-1800 ล้านบาทต่อปี และมีกำไรสุทธิกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

มากไปกว่านั้นอนาลโย ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึง การบริการไฟฟ้าของกองทัพเรือที่มักจะอ้างถึงเหตุผลด้านความมั่นคง ว่าเป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผล โดยยกตัวอย่างถึงเหล่าทัพอื่นๆ ว่าไม่ได้เป็นผู้ควบคุมการไฟฟ้าของแต่ละพื้นที่โดยรอบ แต่มีเพียงพื้นที่สัตหีบเท่านั้น ที่ประชาชนและผู้ประกอบการเอกชนถูกผูกขาดต้องซื้อไฟจากกองทัพเรือ

การอ้างเรื่องความมั่นคง ในกรณีไฟฟ้าสัตหีบอาจคงพอจะเข้าใจได้อยู่บ้าง ถ้ากิจการไฟฟ้าเป็นกิจการที่ดำเนินการกันเฉพาะภายในพื้นที่ของกองทัพ ใช้สำหรับยุปโธปกรณ์ทางทหารเท่านั้น  แต่เมื่อกองทัพเรือลายเป็นผู้ผูกขาดเป็นกิจการไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสำคัญของประชาชนนั้นแต่เพียงผู้เดียวนั้น มันย่อมยากต่อการทำความเข้าใจ โดยเฉพาะสัตหีบในยุคปัจจุบันที่กลายเป็นเมือง มีทั้งโรงแรม ตลาด บ้านเรือน ไม่ได้มีเพียงแค่กองทัพเท่านั้น


‘ช่วยด้วยไฟฟ้าสัตหีบดับบ่อยมาก’  

“ไฟดับคือปัญหาใหญ่ที่สุดของสัตหีบแล้ว” สมร (นามสมมติ) อาศัยอยู่แถว ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ เล่าให้เราฟังถึงปัญหาไฟดับในสัตหีบว่า ไฟฟ้าดับเป็นปัญหาใหญ่อันดับต้นๆ ที่คนสัตหีบทุกคนต้องเผชิญ จนกลายเป็นวลีติดปากของคนสัตหีบที่ใช้ทักทายกันอย่าง “วันนี้บ้านไฟดับหรือเปล่า”

สมร ยังกล่าวเสริมอีกว่า รูปแบบไฟฟ้าดับของสัตหีบมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไฟฟ้าดับโดยที่ทางการแจ้งไว้ก่อนว่าจะปรับปรุงระบบ ไฟฟ้าดับโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือในบางกรณีเมื่อฝนตกหนักก็เป็นสัญญาณเตรียมตัวว่าไฟฟ้าจะดับ “บ้านเราไฟดับ แต่ข้างบ้านไม่ดับ บางวันก็ดับนานทั้งวัน บางทีก็ดับแบบไม่มีเหตุผล” เธอกล่าว

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งชาวสัตหีบโดยกำเนิดอย่าง อารยา (นามสมมุติ) กล่าวไว้อย่างน่าสนใจถึงประสบการณ์ต่อไฟฟ้าสัตหีบในวันที่เธอพบว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติ “ตอนอยู่ที่นี่มันดับบ่อยก็จริง แต่ทุกคนชินกันเป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งพอไปอยู่กรุงเทพ ไฟดับทีนึง #ไฟดับ เต็มโลกออนไลน์ไปหมด” อารยากล่าว

“เราเข้าใจมาตลอดว่าไฟดับ มันเป็นเรื่องปรับปรุงระบบปกติ แต่พอมาย้ายมาที่อื่น มันไม่ใช่แบบบ้านเรา เลยเข้าใจและว่า บ้านเรามันมีปัญหา” สมรกล่าวเสริม

มากไปกว่านั้นไฟฟ้าดับยังไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาเดียวที่ชาวสัตหีบต้องเผชิญ อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ก็คือเรื่อง ‘ไฟตก’ อารยาเล่าถึงปัญหาเรื่องไฟตกว่า เป็นปัญหาไม้เบื่อไม้เมาเคียงคู่กับคนสัตหีบ นอกจากจะสร้างความรำคาญใจแล้ว ปัญหาไฟตกนั้นยังส่งผลกระทบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าในอีกหลายบ้านด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างข้อความในกลุ่ม ‘ช่วยด้วยไฟฟ้าสัตหีบดับบ่อยมาก’

ความเห็นของสมรและอารมาข้างต้น สอดคล้องกับความคิดเห็นบนหน้าเฟซบุ๊ก ‘กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทาน กองทัพเรือ’และ กลุ่มเฟซบุ๊คชื่อว่า ‘ช่วยด้วยไฟฟ้าสัตหีบดับบ่อยมาก’ ที่มีสมาชิกในกลุ่มหลักพันคน โดยความเห็นของผู้คนจำนวนเห็นไปทำนองเดียวกันคือ เรื่องคุณภาพของไฟฟ้า ไฟดับ ไฟตก ความล่าช้าของการแก้ไข บริการของหน่วยงานดังกล่าว ตลอดจนเรียกร้องให้โอนกลับไปให้การไฟฟ้า

“การอ้างเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องที่ตลกมาก เพราะต่อให้โอนมาอยู่ที่การไฟฟ้า สุดท้ายมันก็เป็นหน่วยงานรัฐเหมือนเดิม ซึ่งต่อให้เกิดสงครามหรือเหตุฉุกเฉินขึ้นจริง มันก็สามารถร่วมมือกันได้อยู่แล้วหรือเปล่า” สมรกล่าว เมื่อถามว่าไฟฟ้าโดยทหารยังจำเป็นอยู่ต่อความมั่นคงในพื้นที่


อ่านอดีต มองอนาคต ทางออกคือการถ่ายโอนกิจการสู่การไฟฟ้าฯ

อันที่จริงแล้วประเด็นเรื่องธุรกิจไฟฟ้าโดยกองทัพเรือ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ อ.สัตหีบ เพียงแห่งเดียว แต่เดิมในอดีต อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เขตพื้นที่ที่ติดกับพื้นที่สัตหีบ ก็ต้องรับบริการไฟฟ้าจากกิจการกองทัพเรือ ก่อนที่ในปี พ.ศ.2537 กองทัพเรือจะถ่ายโอนกิจการไฟฟ้าให้กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้ดูแลในเขตดังกล่าว

แน่นอนว่าการถ่ายโอนครั้งนั้นไม่ใช่การเปลี่ยนหน้าตาผู้ดูแลเพียงอย่างเดียว แต่กฟภ. และกระทรวงมหาดไทย ยังต้องชำระค่าทรัพย์สินและค่าชดเชยสัมปทานให้แก่กองทัพเรือมูลค่ากว่า 68 ล้านบาท

ย้อนกลับมาในกรณีของสัตหีบ ก็ได้มีความเคลื่อนไหวในประเด็นทำนองเดียวกัน โดยจากรายงานของกมธ.การถ่ายโอนธุรกิจกองทัพฯ ได้มีมติให้กองทัพเรือยุติกิจการไฟฟ้าสวัสดิการกองทัพเรือ แล้วถ่ายโอนภารกิจ ทรัพย์สินต่างๆ ให้กับกฟภ. เป็นผู้ดูแล คล้ายกับแนวทางการถ่ายโอนกิจการไฟฟ้า อ.บ้านฉาง ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ทว่าจากวงเสวนา “ตามหาขุมทรัพย์แสนล้านกองทัพไทย” อนาลโย กอสกุล เปิดเผยถึงการสอบถามในกมธ.งบประมาณปี 2568 ถึงประเด็นการถ่ายโอนธุรกิจไฟฟ้าสัตหีบ โดยพบว่ากองทัพเรือเองก็ศึกษาความเป็นไปได้ในการคืนกิจการ กฟผ เช่นเดียวกัน โดยทางกองทัพประเมินมูลค่าการชดเชยสัมปทานมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 6 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็นมูลค่าสินทรัพย์ 2 พันล้าน และค่าเสียโอกาสของรายได้ในอนาคตถึงปี 2588 อีก 4000 พันล้านบาท

แต่อย่างไรก็ตามแม้มติของกมธ. จะระบุว่าให้กองทัพเรือควรถ่ายโอนธุรกิจไฟฟ้านี้ ก็ตาม แต่ก็ต้องไม่ลืมไปว่า มติการให้ถ่ายโอนในครั้งนี้ของ กมธ. ก็เป็นรายงานการศึกษาแต่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่ข้อกฎหมายหรือคำสั่งที่จะไปมีผลบังคับให้เกิดการถ่ายโอนธุรกิจจากกองทัพเรือ

การพิจารณาการถ่ายโอนกิจการไฟฟ้า กองทัพเรือ โพสต์หน้าเฟซบุ๊ก ดร.สะถิระ เผือกประพันธุ์ สส.ชลบุรี เขตอ.สัตหีบ

จากการตรวจสอบความคืบหน้าปัจจุบัน จากเฟซบุ๊กของ ดร.สะถิระ เผือกประพันธุ์ สส.ชลบุรี เขตอ.สัตหีบ พบว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการถ่ายโอนการให้บริการไฟฟ้าจากกิจการไฟฟ้า กองทัพเรือ และได้มีการประชุมร่วมกับกิจการไฟฟ้า กองทัพเรือเพื่อศึกษาการเตรียมความพร้อมในการถ่ายโอนไฟฟ้า

ดังนั้นแนวทางการถ่ายโอนกิจการไฟฟ้า อ.สัตหีบ จากกองทัพเรือมายังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) คงจะเป็นอนาคตไฟฟ้าของสัตหีบ ผ่านข้อสนับสนุนรายงานศึกษาของ กมธ.ถ่ายโอนธุรกิจกองทัพ หรือการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกฟผ.และกองทัพเรือ ตลอดจนโมเดลการถ่ายโอนไฟฟ้า อ.บ้านฉาง ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

 

หรือจะถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้น ‘ใช้คนให้ถูกกับงาน’ เพื่อคุณภาพไฟฟ้าที่ดีขึ้น และคำทักทายถามความห่วงใยอย่าง “กินข้าวยัง” คืนให้กับชาวสัตหีบ

 


อ้างอิง

กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

จ่ายแพงกว่า 3 เท่า สัตหีบทั้งอำเภอซื้อไฟฟ้ากองทัพเรือเสวนา “ตามหาขุมทรัพย์แสนล้านกองทัพไทย” เปิดธุรกิจกองทัพมากกว่าที่คิด 

การพิจารณาการถ่ายโอนกิจการไฟฟ้า กองทัพเรือ โพสต์หน้าเฟสบุ๊ค ดร.สะถิระ เผือกประพันธุ์

 

เรื่องโดย ศุภณัฐ หอมหวล

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR