ในช่วงหลังมานี้ ชาวภาคตะวันออกคงมักคุ้นกับร้านค้าที่มีเพียงแต่เก้าอี้และพนักงาน ตั้งแต่เปิดร้านมาแทบไม่เคยเห็นลูกคนสักคน หรือโรงงานที่ปิดล้อมด้วยคอนกรีตสูงโดยมิด ที่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าพวกเขาผลิตอะไรกันแน่ แม้ว่าจะพยายามจะอ่านป้ายก็จะพบเพียงแต่ภาษาประหลาดๆ ที่ดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจแปลเป็นภาษาไทยมากนัก
จนเชื่อว่าใครหลายคนคงลงเอยด้วยการคิดในใจหรือหันไปพูดกับคนข้างๆ ว่า “สงสัยเปิดเพื่อฟอกเงิน”
ข้อสังเกตของใครหลายคนนั้นสอดคล้องกับรายงานวิจัย การฟอกเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมไซเบอร์และแนวทางการนำทรัพย์สินมาสร้างกองทุนเยียวยาผู้เสียหาย ปีพ.ศ. 2568 ที่ได้จัดอันดับให้ภาคตะวันออก โดยเฉพาะพัทยาเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาและความเสี่ยงของการฟอกเงินจากอาชญากรรมไซเบอร์ หรือที่คนไทยคุ้นหู ‘สแกมเมอร์’ มากที่สุดของประเทศไทย
ท่ามกลางเทรนด์ธุรกิจสีเทาดูเหมือนจะเจริญเติบโตดีวันดีคืนในภาคตะวันออก เราจึงชวน รศ. ดร. ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจ้าของวิจัยการฟอกเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ฯ มาคุยถึงสถานการณ์ธุรกิจสีเทาในภาคตะวันออก ปัจจัยแวดล้อมว่าทำไมต้องเป็นที่นี้ ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาทุนเทา

จากอาจารย์สอนวิชากฎหมาย อะไรคือจุดเริ่มต้นความสนใจในเรื่อง ‘อาชญกรรมออนไลน์’
ผมเริ่มสนใจประเด็นนี้จากการที่คนใกล้ตัวโดนหลอก และเมื่อมามองในภาพใหญ่ คนไทยก็โดนหลอกในโลกออนไลน์บ่อยขึ้นจริงๆ โดยการหลอกแต่ละครั้ง มูลค่าความเสียหายเป็นหลักล้าน แต่ยอดที่คนมาแจ้งความกลับไม่เยอะเท่าที่ควร ซึ่งอันนี้ต่างจากพวกการโกงซื้อของ ที่มักจะโดนกันเพียงคนละหลักร้อยหลักพัน แต่จำนวนการแจ้งความปริมาณเยอะ ส่วนอันนี้มันกลับกันปริมาณน้อยแต่โดนหลอกเยอะ
เรื่องอาชญกรรมมันดูจะเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับด้าน ‘อาชญวิทยา’ ทำไม อาจารย์สอนกฎหมายจึงมาสนใจในเรื่อง ‘อาชญากรรมออนไลน์’ แล้วสนใจเรื่องนี้ในแง่มุมไหน
เนื่องจากที่นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ผมอยู่ เป็นแนวทางเฉพาะ คือ ‘กฎหมายกับสังคม’ หมายความว่าเวลาเราจะศึกษาปัญหาอะไรสักเรื่อง เราไม่ได้เริ่มจากกฎหมาย แต่เริ่มจากว่าเรื่องนั้นปัญหามันเป็นอยู่อย่างไร และปัญหานั้นมองได้ผ่านศาสตร์ต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง
พอเข้าใจว่าปัญหาเป็นยังไง เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ก็ไปทบทวนว่ามีใครเคยแก้อะไรไว้อย่างไรแล้วหรือยัง แล้วก็ค่อยมาขมวดตอนปลายว่า ถ้าจะแก้ปัญหานี้ด้วยการปรับปรุงกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายอย่างไร หรือในทางตรงกันข้ามกฎหมายก็อาจเป็นอุปสรรคของปัญหานี้ได้เช่นกัน
ซึ่งต่างจากงานวิจัยของอาชญวิทยา ที่งานประเภทนี้มักจะเริ่มต้นจากปัญหาเลย ว่าปัญหาเกิดได้ยังไง ใครเป็นคนทำ ใครเป็นเหยื่อ โอกาสในการเกิดปัญหาเป็นยังไง แล้วก็กฎหมายก็จะใช้มาเพื่อจับอาชญากร เยียวยาเหยื่อ ลดโอกาสในการกระทำความผิดของเขาได้อย่างไรบ้าง
ดังนั้นงานวิจัยของผมจึงนำเอา ‘อาชญาวิทยา’ มารวมกับการศึกษาร่วมกับ ‘สังคมวิทยา’ มานุษยวิทยา และนิติศาสตร์ เพื่อให้ดูเรื่องปฏิสัมพันธ์ของคน อย่าง Romance Scam ก็ต้องดูเรื่องว่าคนเขา ‘ทำความรู้จัก’ ‘ทำให้คนอื่นรัก’ หรือ ‘ทำให้คนอื่นสงสารเห็นใจ’ อย่างไร เป็นต้น เพื่อมาต่อยอดปลายทางการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพกฎหมาย ร่วมถึงสร้างความเข้าใจสังคมมากขึ้นด้วยว่า สังคมเปลี่ยนแปลงมาถึงจุดนี้ มันจะเกิดความเสี่ยงอะไรเพิ่มขึ้น และอะไรที่ทำให้อาชญากรรมนี้มันขยายได้ไวมากขึ้น

อาชญากรรมออนไลน์ กลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบกันแทบทุกคน อะไรเป็นเหตุให้ปัญหานี้ยิ่งทวีคูณความรุนแรงมากขึ้น
ผมมองเห็นปัจจัย 3 ประการ ที่ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา
ประการแรกคือ ผลกระทบความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้างมาก ทั้งในเชิงปริมาณ จำนวนผู้เสียหาย และเชิงคุณภาพ ยอดความเสียหาย ที่บางคนหมดเนื้อหมดตัวถึงขั้นฆ่าตัวตาย ทะเลาะหย่าร้าง สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์
ประการต่อมาในระดับโครงสร้างสังคม ที่รัฐเขามองเห็นว่า การออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไป แต่เศรษฐกิจกลับไม่โต ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากเงินในมือของประชาชนมันไหลไปอยู่ในมือโจร รวมถึงทรัพยากรที่ดี อย่างที่ดิน หรืออาคารทำเลทองทั้งหลายในประเทศไทยต่างตกไปอยู่ในมือเหล่าอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านการนำเงินเข้ามาฟอกเป็นทรัพย์สิน ซึ่งส่งผลต่อการบั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจในประเทศ
ประการสุดท้าย ในเรื่องการเมือง คนที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับขบวนการอาชญากรรมใกล้กับการเมืองมากขึ้น เช่น ตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้าง แล้วเข้าไปประมูลงานภาครัฐเพื่อฟอกเงิน รวมถึงเอาเงินให้ข้าราชการ หรือผู้ที่บังคับใช้กฎหมาย จนเกิดเป็นข่าวอภินิหารกระบวนการยุติธรรมไทย อย่างอาชญากรหายตัวไป หรือคุกกลายเป็นสวรรค์ของนักโทษ ตลอดจนการหันไปสนับสนุนนักการเมือง หรือพรรคการเมือง ซึ่งไม่ใช่เพียงระดับท้องถิ่น แต่เป็นระดับชาติ หรือในตอนนี้ที่มันอาจเกี่ยวข้องในระดับหัวหน้ารัฐบาลเลยเสียด้วยซ้ำ

เชื่อว่าคนไทยหลายคนคงคุ้นเคยกับการได้รับสายโทรศัพท์หรือข้อความจากมิจฉาชีพ แล้วประเทศอื่นในโลก ปัญหานี้ได้รับความสนใจมากน้อยแค่ไหน
เรียกได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ถูกกล่าวถึงบนเวทีสหประชาชาติ โดยมีทั้งประเทศที่ใกล้บ้านเราแล้วตกเป็นเหยื่อ และประเทศระดับโลกที่ตกเป็นเหยื่อ
เวลาเราพูดกันเรื่องอาชญากรรมออนไลน์ ปัญหาที่ยากที่สุดก็คือเรื่อง คนก่อเหตุอยู่ที่หนึ่ง ผู้เสียหายอยู่ที่หนึ่ง ใช้กฎหมายของประเทศผู้เสียหาย ไปบังคับกับประเทศผู้ให้ที่พักพิง หรือผู้ก่ออาชญากรรมไม่ได้ ก็เลยต้องใช้มาตรการร่วมกันระดับโลกในการไปแก้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลก
ประเทศที่เจริญแล้ว อย่าง ประเทศแถบยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง ก็โดนหลอกหนักจนถึงขนาดประเทศพวกเขาตื่นตัว จึงมีการประสานความร่วมมือมากับไทยในการปราบปรามอาชญากรรมนอกประเทศ ซึ่งพวกเขาได้ทำให้เราดูเป็นตัวอย่างแล้ว ว่าถ้าจะแก้ปัญหานี้จริงๆ ผ่านการยึดทรัพย์ การเก็บประวัติคนไหลผ่านเข้ามาออกไปในประเทศ ตลอดจนการมีแนวทางในการเอาเจ้าหน้าที่ หรือกฎหมายของเราไปบังคับใช้ในประเทศที่เป็นพื้นที่ของการก่ออาชญากรรมโดยตรง หรือหากรัฐเหล่านั้นไม่ให้ความร่วมมือ มีมาตรการอย่างไร เพื่อจะบีบให้เขาร่วมมือบ้าง
จากงานวิจัยล่าสุด เพราะเหตุใดทำภาคตะวันออกจึงกลายเป็นพื้นที่อันดับหนึ่งของการฟอกเงิน
สำหรับการจัดอันดับนี้ทำขึ้นโดยสำนักวิจัยทศพลเท่านั้นนะครับ (หัวเราะ) ที่ผมเห็นอย่างงั้นเพราะว่า มันมีเงื่อนไขหลายๆ เงื่อนไข เอื้อให้พื้นที่นี้ ‘เหมาะ’ แก่การฟอกเงิน ของอาชญากรมากกว่าพื้นที่อื่นในประเทศ
ประการแรกคือ การเคลื่อนย้าย (Logistics) เป็นเรื่องสำคัญมากสำคัญอาชญากร หมายความว่า การเดินทาง และการไหลเวียนเข้าออกประเทศได้ง่าย ผู้คนเหล่านี้เคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลาเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการฟอกเงิน เพราะฉะนั้นภาคตะวันออกจึงเป็นพื้นที่ทำเลทอง ที่ติดกับทั้งทางทะเล ทางถนน และอยู่ใกล้กับสนามบินใหญ่ระดับโลก อย่างสุวรรณภูมิ
ประการที่สองคือ มันใกล้กับประเทศที่เป็นศูนย์กลางขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างภาคตะวันออกที่มีชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา หรือแม้กระทั่งในพื้นที่ลาวตอนล่าง ยิ่งถ้าเป็นทางเรือ ก็ยิ่งง่ายต่อการเข้าออกประเทศ
ประการที่สามคือ ในพื้นที่มีทรัพย์สินสวยๆ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ บ้าน พูลวิลล่า คอนโดหรู เรือ รถสปอร์ต หรือธุรกิจที่เงินไหลเวียนได้ง่ายๆ พื้นที่ปิดล้อม อย่าง ที่ดิน หรือโรงงานในนิคมที่ง่ายต่อการดำเนินธุรกิจการฟอกเงิน เนื่องจากสามารถควบคุมพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จและห่างไกลจากสายตาผู้คน
ประการสุดท้ายคือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองของภาคตะวันออก ด้วยภาคตะวันออกถูกพัฒนาโดยรัฐไทยให้เป็นพื้นที่รองรับทุนและคนต่างชาติมายาวนาน อย่างในอดีต พัทยาถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่พักผ่อนของทหารสหรัฐฯ ถัดมาก็เป็นพื้นที่ลงทุนข้ามชาติขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรม ก่อนที่ในปัจจุบันจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งพาณิชย์ จนทำให้คนในพื้นที่ต่างคุ้นเคยกับชาวต่างชาติมายาวนาน
มุมมองของรัฐต่อภาคตะวันออกจึงคือ ‘การอำนวยความสะดวก’ ต่างจากพื้นที่ชายแดนตรงอื่น ที่จะเน้นเรื่องของความมั่นคงมากเป็นพิเศษ ดังนั้นเมื่อรัฐมองว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ต้องการเงินและผู้คนให้ไหลเวียนเข้ามาในพื้นที่ จึงนำมาสู่การปล่อยให้เสรี (Laissez-faire) หมายถึงว่าให้ทำไปก่อน ควบคุมทีหลัง ปัญหาลามก็ค่อยเข้ามาจัดการ ด้วยวิธีคิดต่อการพัฒนา การวางพื้นที่ในลักษณะนี้ มันก็เอื้อให้เกิดการฟอกเงินมากขึ้น

การฟอกเงินในภาคตะวันออกมีลักษณะการดำเนินการที่แตกต่างกับพื้นที่อื่นๆ อย่างไรบ้าง
หากเปรียบเทียบกับ 3 อันดับแรกอย่าง กรุงเทพฯ แน่นอนว่ากรุงเทพเป็นเมืองศูนย์กลางของทุกอย่าง มีการเดินทางต่างๆ ที่ความสะดวกสบาย และมีทั้งทรัพย์และธุรกิจดีๆ จำนวนมาก แต่ความท้าทายคือการต้องปะทะกับหน่วยงานของรัฐ โดยที่เป็นหน่วยงานกลางของรัฐที่มีศักยภาพสูงในการโต้กลับ
ส่วนภาคเหนืออย่าง เชียงใหม่ ธุรกิจมักจะฟอกเงินกันใน ‘พื้นที่หลบ’ ส่วนใหญ่มักจะฟอกเงินผ่านการซื้อทรัพย์สิน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือครอบครัวที่มาอาศัยในระยะยาว โรงเรียนนานาชาติมาเลย ห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียม กล่าวคือเป็นธุรกิจแบบอยู่เงียบๆ การมาลงทุนทำธุรกิจแบบอลังการ จะไม่ได้มากขนาดนั้น ส่วนใหญ่มักเน้นเปิดธุรกิจซึ่งมารองรับคนจีนที่ย้ายมาอาศัยอยู่
แต่สำหรับพัทยา มันเป็นรูปแบบการฟอกเงินผ่านธุรกิจแบบเล่นใหญ่เลยอย่าง บริเวณพัทยาสายกลางที่ไม่ได้กับติดทะเล มีธุรกิจตั้งแต่ผับ บาร์ ร้านอาหาร โชว์มวย ร้านสะดวกซื้อ เรียกได้ว่าธุรกิจที่เป็นพื้นฐานทั่วไปนั้นมีแทบทั้งหมด และมักจะมีลักษณะใช้เงินแบบไม่อั้น เพราะว่าบริเวณดังกล่าวมีชาวต่างชาติหลากหลายชาติอาศัยอยู่ การใช้เงินทำธุรกิจใหญ่โต หรือมีวิถีชีวิตส่วนตัวแบบหรูหรา ย่อมไม่เป็นที่แปลกตาในสายตาผู้อื่น
ยกตัวอย่างเช่น คุณอยากจะมีพูลวิลล่าสัก 20 หลังแล้วก็ปล่อยเช่า ให้คนมาปาร์ตี้ในที่ของคุณ จะมีความอู้ฟู่อย่างไรก็ตาม ก็ดูไม่แปลกตาสำหรับในพื้นที่อย่างพัทยา
ตลอดจนพื้นที่ภาคตะวันออกรอบนอกอย่าง จังหวัดระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา อาจจะมีลักษณะต่างออกไปคือ การกว้านซื้อที่ดิน หรือซื้อทรัพย์สินขนาดใหญ่ อย่างโรงงานในนิคม ที่ประชาชนหรืออำนาจรัฐทั่วไปเข้าไม่ถึง อย่างพื้นที่นิคมฯ ที่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ดูแลพื้นที่เอกชนก่อนจึงจะเข้าไปได้ ในบริเวณเช่นนี้การฟอกเงินมีลักษณะการสร้างพื้นที่ปิดล้อม และหลบซ่อนอำพรางธุรกิจ ยากต่อการเข้าไปตรวจสอบหรือจับกุม
ดังนั้นมันเลยทำให้เห็นว่า ภาคตะวันออกนั้นเหมาะแก่การเป็นสารพัดรูปแบบในการฟอกเงิน ผ่านทั้งธุรกิจการฟอกเงินทั้งในรูปแบบเปิดและปิด

ในวิจัยกล่าวว่า ‘ความกลัวสูญเสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยว’ โดยเฉพาะในพื้นที่อย่าง พัทยา ทำให้การปราบปรามบังคับใช้กฎหมายเป็นไปได้ยาก คุณช่วยขยายความอุปสรรคความท้าทายของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต้องเผชิญได้บ้างไหม
ผมว่าพื้นที่ภาคตะวันออกต้องระมัดระวังการบังคับใช้กฎหมายอย่างมาก เพราะมันอาจ กระทบกระเทือนต่อทั้ง มิติในด้าน ‘ทุนอุตสาหกรรม’ และ ‘ทุนพาณิชย์’
ทุนอุตสาหกรรม อย่างในภาคตะวันออกที่เป็นที่ตั้งของเขตนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก แต่ในช่วงหลังโควิดที่ธุรกิจนิคมฯ อยู่ในช่วงขาลง หากรัฐยังควบคุมการเข้ามาลงทุน หรือไปขวางมันเยอะๆ แน่นอนว่าทุนอุตสาหกรรมไทยนั้นย่อมด่ารัฐบาล เพราะนายทุนไทยจำนวนมากเป็นนายทุนที่ไม่ได้ผลิต แต่ร่ำรวยจากการขายหรือพัฒนาที่ดิน หรือในอีกทางนึงเราก็ย่อมรู้กันอยู่ เวลาซื้อทรัพย์ก็ย่อมมาพร้อมกับ “ค่าหล่อลื่น” ให้กับเจ้าหน้าที่ไม่เข้าไปปราบปรามอย่างจริงจัง
ส่วนภาคพาณิชย์ อย่างธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องใช้เงินสายป่านในการดำเนินธุรกิจ หากธุรกิจเจ๊งก็ต้องรีบหาคนมาทำต่อ รัฐไม่ต้องการให้เกิดภาพถนนทั้งสายร้าง เพราะฉะนั้นมันก็จะเกิดสภาวะแบบ ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่รู้ข้อมูล มีหลักฐาน แต่หากไม่ชัดจริงๆ ก็จะไม่มีหน่วยงานไหนอยากดำเนินการ เพราะหากดำเนินการไป อาจสุ่มเสี่ยงแก่การโดนฟ้อง ดำเนินคดีกลับ
โดยสรุปคือ รัฐไทยชอบหลงไปคิดว่ากลัวนักลงทุนจะหนีหาย โดยที่ไม่ได้คิดเรื่องคุณภาพของนักลงทุน เมื่อโจรเข้ามาอยู่เยอะๆ นักลงทุนสีขาวย่อมไม่มีใครจะกล้ามาลงทุน ติดอยู่ในความคิดแบบอย่าไปแตะเลย แตะต้องเดี๋ยวเป็นเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของชาวต่างชาติ
แต่ในปัจจุบันคนในพื้นที่มักจับตามองกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ หรือคำเรียกติดปากอย่าง ‘ทุนจีนสีเทา’ ที่เริ่มรุกเข้ามาในเขตชุมชนมากขึ้นบ้างแล้ว
เราต้องเข้าใจก่อนว่าทุนต่างชาติแต่ละชาตินั้นมีลักษณะแตกต่างกัน ตามธรรมชาติและความถนัดของนักธุรกิจสัญชาตินั้นๆ ที่คนไทยรู้สึกว่าทุนจีน มันกระทบกับเรามากที่สุด เพราะสินทรัพย์และธุรกิจส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนมักจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่คนไทยประกอบกิจการอยู่แล้ว คือพูดง่ายๆ เข้ามาลงทุนแล้วก็ปะทะกับคนพื้นที่โดยตรงเลย
หมายความว่าทุนจีนเทาเหล่านี้ มาซื้อบ้าน ที่ดินที่มันชิดๆ กันแล้วมาอยู่ปนกันในหมู่บ้าน หรืออย่างธุรกิจที่เขาซื้อและทำก็เป็นธุรกิจที่คนไทยทำอยู่แล้วเช่น อาหาร ร้านสะดวกซื้อ เรียกได้ว่าแย่งลูกค้ากันโดยตรง หรือแม้กระทั่งในภาคอุตสาหกรรมก็เขามาแทนที่ ผู้ประกอบการไทย เช่นร้านอะลูมิเนียม ทำกรอบ ของที่คนไทยเคยซื้อเขามาขาย ตอนนี้ เขาดันมาขายแทน พูดโดยง่ายคือ เข้ามาเหยียบตีนเลย ผมว่าอันนี้ชัดที่สุด
ต่างจากทุนอิสราเอล รัสเซีย ที่พวกเขามักจะมีระยะห่างออกไป อุตสาหกรรมหรือสินทรัพย์แทบไม่เกี่ยวข้องกับคนไทยเลย ดังนั้นจึงแทบจะไม่เห็นประเด็นตามหน้าสื่อ เพราะพวกเขาเลือกเจาะตลาดอีกกลุ่ม อาศัยอยู่คนละอีกพื้นที่กับผู้คนในชุมชนคนไทย

กฎหมายไทยมีข้อจำกัดจำนวนมากต่อ ‘การลงทุน’ หรือ ‘การเปิดธุรกิจ’ ของต่างชาติ อย่าง การจำกัดการถือหุ้น อาชีพสงวน อาจารย์คิดว่าเป็นด้วยสาเหตุทำให้พวกเขาต้องเลือกเข้ามาทำธุรกิจด้วยวิธีการสีเทาบ้างหรือไม่
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ที่บอกว่าประเทศไทยเข้ามายากและมีข้อจำกัด จนคนที่ทำแบบถูกกฎหมาย หรือนักลงทุนสีขาว ต้องจ้างสำนักงานกฎหมาย (Law Firm) ไล่ดูกฎหมายแต่ละอย่าง รวมถึงยังต้องไปติดต่อหน่วยงาน เพื่อยื่นแบบฟอร์มจำนวนมาก มิหนำซ้ำยังต้องรอดุลพินิจเจ้าพนักงานอีกต่างหาก
แต่สำหรับนักลงทุนสีเทา พวกเขาก็จะรู้กันดีที่สุดว่า จะยื่นใบอนุญาตแล้วผ่าน ต้องไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่คนไหน ซึ่งนั้นหมายความว่าคุณสามารถข้ามขั้นตอนต่างๆ ข้ามไปหาเจ้าหน้าที่ได้เลย แล้วทำวิธีใดก็ได้ให้เจ้าหน้าที่อนุญาต หรือไม่ตรวจสอบอะไรคุณ
ซึ่งประเทศชั้นนำ หรือประเทศที่ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแล้ว พวกเขาต่างมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเกี่ยวกับทุจริตประพฤติมิชอบที่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้น เมื่อประเทศเราไม่เอาจริงเอาจังในการกำกับดูแล เราก็จึงจะไม่ได้ทุนจากประเทศที่เจริญแล้ว แต่จะได้ทุนจากประเทศที่พร้อมจะใช้ทุกรูปแบบ ทุกวิธีการ ในการบรรลุวัตถุประสงค์ของเขา โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐของไทย ไม่สนว่าจะทำลายระบบราชการเราพังอย่างไรก็ได้
ด้วยกฎหมายหรือข้อกำหนดที่เคร่งครัดของประเทศไทย มันควรยิ่งน่าจะนำสู่การตรวจสอบธุรกิจต่างชาติที่เข้มข้นมิใช่หรือ
ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องปรัชญา โดยเราต้องมาดูกันว่ารัฐไทยมองว่าอะไรเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐก่อน คือเรามีกฎหมายที่ให้อำนาจสอดส่องหาข่าว ชี้เป้า เก็บหลักฐานโดยที่ไม่ต้องใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่มันยุ่งยากอยู่ แต่รัฐไทยเอากฎหมายนั้นน่ะมาใช้กับเรื่องความมั่นคง คือตอนที่ผมเก็บข้อมูลวิจัยเรื่องการหลอกให้รัก (Romance Scam) ไปสัมภาษณ์ตำรวจเทคโนโลยีอ่ะ ตอนนั้นเป็นแค่กองบังคับการ มีกันแค่ 50 คน ก็ถามว่าพี่ทำไมไม่จัดการไอ้พวกสแกมมุ่งสแกมเมอร์โดยเฉพาะ คำตอบคือพวกเขามีอยู่แค่ประมาณ 7 คนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ส่วนที่เหลือทั้งหน่วยเก็บข้อมูลผู้กระทำความผิดมาตรา 112 โดยล่าสุดแผนของสำนักงานคือจะเพิ่มกำลังพลในหน่วยให้ถึง 5,000 ผมก็ค่อนข้างกังวล คนที่เพิ่มมาจะไปทำเรื่องความมั่นคงทางการเมือง หรือเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเรื่องการหลอกลวงออนไลน์กันแน่
เพราะฉะนั้นรัฐมีเครื่องมือและทรัพยากรในการทำเรื่องนี้อยู่แล้ว เพียงแต่รัฐต้องจัดลำดับความสำคัญในเรื่องความมั่นคงใหม่ว่า การหลอกลวงออนไลน์เป็นภัยความมั่นคงที่มันกระทบกระเทือนสิทธิของประชาชน และหันมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ธุรกิจที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักขายนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่าง ร้านนวด ผับ บาร์ จะทำยิ่งง่ายต่อการฟอกเงิน
เงินในธุรกิจประเภทนี้มันไหลเวียนง่าย ทำบิลง่ายและสะดวก ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่คอยมาตรวจ เรียกได้ว่ายากต่อการตรวจสอบ รวมถึงยอดบิล (Transaction) ของธุรกรรมแต่ละครั้งเนี่ย มันทำยอดได้มูลค่าเยอะ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยจำนวนลูกค้ามากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งมันจะต่างจากธุรกิจที่กฎหมายบังคับต้องให้จดทะเบียน ซึ่งมันจะซับซ้อนและยากต่อการทำบัญชี และถึงแม้ว่าจะทำได้ แต่มันก็จะเสียเงินอีกต่อ ให้กับเจ้าหน้าที่ที่จดทะเบียน หรือควบคุมเพิ่มเติม

นอกจากธุรกิจที่สีเทาที่ผู้คนเห็นและสังเกตได้ง่าย แล้วมันมีธุรกิจสีเทาประเภทไหนอีกบ้างที่คนมักจะนึกไม่ถึงกัน
ถ้าพื้นที่ภาคตะวันออกคือ พูลวิลล่าที่เปิดให้คนเช่า แล้วก็ทำบิลปลอมไม่มีคนเข้าพักจริง เช่าจริงเช่าปลอมไม่รู้ ถ้าไม่มีลูกค้าก็เจ้าของนั้นแหละก็เช่าเอง แต่เอาเงินเทามาโอนจ่าย เพราะว่าธุรกิจประเภทนี้แทบไม่มีการควบคุม เรียกได้ว่าแค่การปล่อยเช่าบ้านธรรมดา แต่ผิดกฎหมาย รัฐยังทำอะไรไม่ได้เลยในแง่นี้
เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงว่าการเอาทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ตัวเองมาให้เช่า แล้วฟอกเงินแบบผิดกฎหมายจะตามทันได้หรือเปล่า กระทรวงมหาดไทยต้องขันน็อตกฎหมายให้เข้มขึ้น เพราะพื้นที่ที่ต้องลงตรวจมันกว้างมาก ต่างจากย่านธุรกิจที่มักจะกระจุกตัวกัน แต่พูลวิลล่าไปสร้างกระจายได้ไปทั่วจะติดทะเล ภูเขา หรืออยู่ในหลืบก็ได้หมด
การที่การเมืองพื้นที่ตะวันออกมีผู้มีอิทธิพลหรือบ้านใหญ่ที่เหนียวแน่น ส่งผลต่อการเติบโตของการฟอกเงินในพื้นที่ตะวันออกด้วยบ้างไหม
ผมคิดว่ามีส่วน เพียงแต่ว่าผมไม่มีหลักฐานที่จะไปชี้ได้แบบเป๊ะๆ ว่ารับเงินกลุ่มทุนเทา เท่าที่ผมรู้คือรูปแบบการคุ้มครองก็คือ การไม่ทำธุรกิจเหยียบตีนกัน หรือการจ่ายเงินให้กับบ้านใหญ่ในพื้นที่ เพื่อให้เคลียร์กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติหรือเปล่า
หรือบางกรณีถึงขนาดสนับสนุนบ้านใหญ่ที่ลงการเมืองระดับชาติ เพื่อไปให้เข้าถึงรัฐบาล และบ้านใหญ่ที่ในปัจจุบันเริ่มรู้ตัวแล้วว่า หากไม่จ่ายเงินหนักก็มักจะแพ้กระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสำนึกของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ ที่นี้เมื่อการเมืองต้องใช้เงินซื้อเสียง ซึ่งเงินเหล่านี้ก็ย่อมต้องมาจากเงินเทาที่มันมีจำนวนเยอะ จ่ายกันแบบไม่เสียดายได้เลย

คุณพอจะให้หลักการหรือมีเกณฑ์ในการสังเกต ‘ธุรกิจสีเทา’ เบื้องต้นบ้างได้ไหม ถ้ามีครบตามนี้มั่นใจได้แน่
หนึ่งคือ ทรัพย์สินสวยงาม หรือธุรกิจดูสวยงาม อลังการ สอง ราคาเกินจริง สาม ลูกค้าน้อย แต่อยู่ได้เรื่อยๆ ยังจ้างคนอยู่ได้เรื่อยๆ
สี่ จ่ายบิลเป็นเงินสด และห้า ทำเลตั้งอยู่ประหลาด หรือธุรกิจอยู่กันเป็นโซน อย่างกรุงเทพฯ ที่ธุรกิจมักอยู่ใกล้ๆ กับสถานทูตหรือสถานกงสุลประเทศนั้นๆ
ในโลกปัจจุบันที่ระบบการเงินไหลเวียนอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่คลิก และเส้นทางการเงินก็ใช้วิธีการฟอกผ่านบัญชีม้าอีกหลายทอด แล้วเราจะสกัดกั้นเงินสีเทาเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง
ปัญหานี้มันควรเริ่มต้นแก้โดยเหล่าสถาบันการเงินหรือบริษัทโทรคมนาคมเป็น ผู้เรียกร้องให้รัฐแก้ เพราะประเทศไทยเมื่อคนไทยเป็นผู้เสียหาย ถ้าต้องเรียกร้องและฟ้องเอาเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะฟ้องไปที่ธนาคาร ธนาคารก็จ้างทนายมาสู้ กลายเป็นว่าตอนแรกโดนโกงโดยโจร แต่สุดท้ายทะเลาะกันระหว่างธนาคารกับประชาชน
หลายประเทศตัดวงจรนี้ไปเลย หากเป็นการหลอกลวงฉ้อโกง หรือการโอนเงินไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของลูกค้า ธนาคารจะต้องรับผิดชอบไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของความเสียหายของลูกค้า เพราะฉะธนาคารจึงต้องไปวางระบบป้องกัน และให้ความร่วมมือกับรัฐในการแสวงหาพยานหลักฐานและจับโจร คือยึดทรัพย์คืนมา หรือส่งเงินคืนมา มันจะเป็นหลักการเลย
แต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถ้าไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับปัญหานี้เอง และทำให้ธนาคารและบริษัทโทรคมนาคมตื่นตัวมากขึ้นคือ เราต้องกลับไปทำตาม พ.ร.ก.อาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2568 ซึ่งได้วางหลักมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีว่า ถ้าสถาบันการเงิน สถาบันแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ บริษัทโทรคมนาคม และบริษัทแพลตฟอร์มไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอ บริษัทเหล่านั้นจำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบ
หากบังคับใช้ได้จริง จะเปลี่ยนจากเดิมที่จะมองว่าประชาชนอยากสะดวก แล้วโดนหลอกเอง กลายเป็นเรื่องของบริษัททั้งหลายที่ได้ประโยชน์จากการใช้ธุรกรรมทางเทคโนโลยีของประชาชน คุณจะต้องร่วมรับผิดชอบ หากคุณป้องกันภัยให้กับประชาชนไม่ได้
‘ชดใช้ก่อน-เรียกคืนทีหลัง’ คือทางออกของงานวิจัยที่คุณเสนอ เพราะเหตุใดคุณจึงมองว่า การตั้งกองทุนเยียวยาไตรภาคีเพื่อชดใช้ให้กับผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ก่อน คือทางออกของการแก้ไขปัญหา
ผมเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับคุณขับรถชน ประกันเข้ามาแล้วก็จ่ายให้ก่อนเลย หลังจากนั้นบริษัทจึงเขาค่อยไปสืบว่าที่คุณเคลมประกัน มันหลอกลวงหรือสมควรจริงหรือเปล่า ถ้าหากคุณแจ้งความเท็จคุณก็ต้องรับโทษแทนเอง
และผมค่อนข้างมั่นใจว่าภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคธนาคารเริ่มที่จะมองเห็นปัญหานี้ว่าจะต้องได้รับการแก้ไขเสียที แต่แน่นอนว่าหากจะคุยกับภาคเอกชนเพื่อให้เกิดขึ้นจริงนั้นค่อนข้างยาก เพราะเอกชนก็ต้องมองในแง่ผลกำไร หรือความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ดังนั้นกฎหมายมันต้องเขียนแล้ว และจะบังคับใช้อย่างจริงจัง วางมาตรการลงโทษที่รุนแรงมากพอ จึงจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

การชดใช้ให้กับผู้เสียหายดูเหมือนจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ในขณะที่องค์กรสแกมเมอร์มักอยู่นอกประเทศ เราจะจัดการปที่ต้นตอของปัญหาได้อย่างได้บ้าง
เราได้ไปดูวิธีการแก้ไขปัญหากับองค์กรอาชญากรรม ผมว่ามี 3 ประเทศที่น่าสนใจ
ญี่ปุ่น ลดปริมาณสมาชิกร่วมองค์กรยากูซ่าได้แบบน่าตกใจมาก จากตัวเลขหลักแสน ปัจจุบันเหลือหลักหมื่นต้นๆ และพวกนี้แก่ตายกันไปเรื่อยๆ ไม่มีเด็กรุ่นใหม่เข้าไปเติม เพราะญี่ปุ่นค่อนข้างละเอียดและแก้ไปที่การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินตลอดเวลา องค์กรอาชญากรรมจึงทำอะไรยากไปหมด
อิตาลี เข้าไปดูถึงเจตนาร่วมกับองค์กรอาชญากรรม โดยไปดูว่าพวกเขาได้ประโยชน์จากการร่วมองค์กรแบบใดบ้าง ซึ่งดูลงลึกไปกว่าแค่เรื่องประโยชน์เป็นเศรษฐกิจ แต่ลึกไปถึงเรื่องวัฒนธรรม และเครือข่ายทางสังคม ซึ่งอิตาลีจะทำตรงนี้ดีมาก ว่าใครมีกิจกรรมร่วมกับองค์กรก็จะโดนขึ้นบัญชีรายชื่อ เพื่อนำไปสู่การจับกุมท้ายที่สุด
ส่วนอเมริกา ไปจับที่แก่นคือ องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่พวกเขาเผชิญ เพราะฉะนั้นเขาเล่นเรื่องเส้นทางเงินเลย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบทรัพย์สินไหน จะดิจิทัลหรือเงินสด เขาจะตามกลับมาให้หมด ผ่านการมีข่าวกรองอยู่ทั่วโลก หมายความว่าโจรไวแค่ไหน พวกนี้ก็เห็นทั้งหมด เหมือนในกรณีข่าวดังในไทยเช่น เฉินจื้อ เขาไม่ได้ประกาศจับเฉพาะเฉินจื้อ แต่เป็นทั้งขบวนการ โดยที่เขาไล่ดูเส้นเงินทั้งหมด พูดโดยง่ายคือรวบทีเดียวทั้งขบวนการ
และเงื่อนไขสุดท้ายคือ การใช้กลไกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในการปราบสแกมเมอร์ อย่างพม่า ที่ฐานทัพของสแกมเมอร์อยู่ภายใต้การปกครองของกองกำลังติดอาวุธ เราก็ต้องมีการทูตแบบใหม่กับกองกำลังติดอาวุธ หรือกัมพูชา ที่กลายเป็นกึ่งรัฐอาชญากรรมไปแล้ว เราก็ต้องร่วมมือกับนานาประเทศในการกดดันให้ต้องแก้ปัญหานี้
แล้วในพื้นที่ภาคตะวันออก อาจารย์มีข้อเสนอต่อการจัดการในระดับเฉพาะพื้นที่ในบ้านเราอย่างไรบ้าง
มันเป็นเรื่องของรัฐบาลมากกว่าเรื่องจะมาบอกให้คนพื้นที่แก้ไขปัญหาเอง ผมคิดว่าประเด็นแรกคือ รัฐต้องหยุดการชี้นำการพัฒนาของพื้นที่นั้นๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนลักษณะการใช้ชีวิตของผู้คนในชุมชน ที่ทำให้เศรษฐกิจฐานรากค่อยๆ หายไป เหลือเพียงแต่ทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น
แต่แน่นอนว่าเมื่อการลงทุนในอุตสาหกรรมใหญ่ในพื้นที่มันเกิดขึ้นแล้ว รัฐก็จำเป็นต้องเข้ามาดูแลไม่ให้ผู้คนได้รับผลจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำ โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมที่แรงงานไหลเข้ามาในพื้นที่จำนวนมากอย่างภาคตะวันออก เพราะในสภาวะที่คนหมดหนทาง เขาไม่สนใจหรอกว่าที่ดิน โรงงานหรือธุรกิจจะถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ในทุนแบบไหน หรือในท้ายที่สุด แม้หลายคนจะรู้ว่าผิดกฎหมาย แต่เมื่อไม่มีหนทางอื่นในชีวิตก็ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับองค์กรอาชญากรรมเหล่านี้

เรื่องโดย ศุภนัฐ หอมหวล


