/

จากโดนครูกล้อนผม และอำนาจนิยมในโรงเรียน สู่ข้อเสนอนักเรียนต่อผู้ใหญ่ : เด็กเมืองแกลง อยากเห็นอะไรในโรงเรียน?

ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ เป็นใคร มาจากไหน ทำอาชีพอะไร มีบทบาทใด แต่เราทุกคนต่างเป็นมนุษย์ที่ควรได้ใช้ชีวิตที่มีเสรีภาพ เสมอภาค และมีศักดิ์ศรี ตามหลักสิทธิมนุษยชน

 

หากให้อธิบายอย่างง่ายสุด สิทธิมนุษยชน ก็คือสิทธิที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนมาตั้งแต่เกิด โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพศ สัญชาติ หรือสถานะอื่นๆ โดยเป็นเรื่องของสิทธิที่เราจะได้มีชีวิตอย่างปลอดภัย มีเสรีภาพบนเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง ได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค และที่สำคัญคือสามารถยืนหยัดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และไม่ถูกใครริดรอนไป ซึ่งสิทธิมนุษยชนเองก็ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญไทยด้วย

แต่ทุกวันนี้ ในรั้วโรงเรียนภาคตะวันออกนั้น ‘นักเรียน’ กำลังถูกริดรอนสิทธิกันอย่างไรบ้าง? แล้วพวกเขาอยากบอกอะไร? และมีพื้นที่ไหนปลอดภัยพอที่จะรับฟังหรือไม่?

เราชวนไปสำรวจเรื่องนี้ด้วยกัน

สิทธิมนุษยชนที่เงียบงันในรั้วโรงเรียน

ในรั้วโรงเรียนที่หลายคนเติบโตมา เราถูกสอนให้เชื่อใน ‘ระเบียบ’ และ ‘กฎ’ ราวกับมนตราที่ท่องจำกันมา เพื่อไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘ความเรียบร้อย’ และทำให้เด็กๆ ถูกจัดวางอยู่ในกรอบที่สังคมผู้ใหญ่กำหนดไว้อย่างมิอาจตั้งคำถาม

สิ่งเหล่านี้เองทำให้โรงเรียนได้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่อง ‘อำนาจ’ ไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ถือครองอำนาจสูงสุดในโรงเรียน เป็นผู้ให้โอวาท เป็นประธานในพิธีต่างๆ เป็นคนตัดสินใจว่าอะไรทำได้และไม่ได้ ซึ่งครูเองก็อยู่ภายใต้อำนาจของผู้อำนวยการโรงเรียนอีกทอดหนึ่ง

แล้วใครกัน ที่อยู่ด้านล่างสุดของห่วงโซ่อำนาจเหล่านี้? แน่นอนว่าหนีไม่พ้น ‘นักเรียน’ ผู้เป็นเด็ก เป็นเยาวชน เป็นอนาคตของชาติ ตามคำบอกเล่าที่เรามักได้ยินกันมาเสมอ โดยมีคุณครูเป็นผู้กุมชะตาชีวิต และถืออำนาจเหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในการตัดสินอนาคตของเยาวชน ผ่านการหักคะแนนต่างๆ หรืออำนาจเหนือที่สามารถริดรอนสิทธิบนร่างกายเด็กได้โดยคำอ้างถึงการ ‘รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี’

อำนาจที่บ่มเพาะภายในรั้วโรงเรียนนี้จึงตามมาด้วยปัญหาที่ขัดต่อ ‘สิทธิมนุษยชน’ มาหลายต่อหลายครั้งในวันที่โรงเรียนต่างมองว่าเด็กคือผู้มีอำนาจน้อย ไม่มีวุฒิภาวะ และต้องอยู่ภายใต้การปกครอง จนกลายเป็นความกลัวต่ออำนาจเหนือไปโดยปริยาย

ในภาคตะวันออกเอง หลายคนอาจเคยผ่านตากับเหตุการณ์ความรุนแรงในรั้วโรงเรียน โดยผู้กระทำคือ ‘ผู้มีวุฒิภาวะ’ ไม่ว่าจะเป็น

  1. พฤษภาคม 2567 และ มกราคม 2568 นักเรียนหญิงข้ามเพศ ถูกครูบังคับตัดผมประจาน ต่อหน้าเพื่อนนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ตราด เมื่อช่วงเปิดภาคเรียนปี 2567 และยังถูกครูตีด้วยไม้เรียวซ้ำในเดือนมกราคม 2568 แม้ร้องขอว่าอย่าทำก็ตาม
  2. 13 พฤษภาคม 2568 นักเรียนได้ร้องเรียนรองผู้อำนวยการและครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.แกลง จ.ระยอง จากเหตุการณ์ลงโทษนักเรียนที่ไม่ตัดผมตามกฎโรงเรียนจนผมแหว่ง แม้ว่ากฎกระทรวงศึกษาธิการจะประกาศว่าไม่มีการบังคับทรงผมนักเรียนแล้วก็ตาม โดยหลังจากข่าวเผยแพร่ออกไป ยังได้มีการข่มขู่ตามหาตัวนักเรียนที่ปล่อยข่าว
  3. 2 กรกฎาคม 2568 ครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งของจังหวัดสระแก้ว ลวนลามนักเรียนหญิงหลายราย โดยที่นักเรียนไม่สามารถร้องเรียนได้เพราะกลัวถูกลงโทษ
  4. 3 กรกฎาคม 2568 ผู้ปกครองศรีราชาแจ้งความครูพละในโรงเรียนดังกลางเมืองศรีราชา ลงโทษตีก้นนักเรียนวัย 10 ขวบ 60 ครั้ง เพราะไม่ยอมกลับมานั่งที่ตามระยะเวลากำหนดเป็นเวลา 60 วินาที

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกเผยแพร่ออกมา แต่ยังมีอีกหลายเคสที่ยังอยู่ในเงามืด ในวันที่อำนาจของครูและโรงเรียนอยู่เหนือนักเรียน

 

เยาวชนคืออนาคตของชาติ และนี่คือเสียงของพวกเขา

แต่ใช่ว่าเสียงของเยาวชนจะเงียบงันตลอดไป เพียงแต่พวกเขาต้องการพื้นที่ที่ปลอดภัยเพียงพอที่จะเปล่งถ้อยคำออกมา นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ โดยเฉพาะกับเด็กต่างจังหวัดที่มักขาดพื้นที่แห่งเสรีภาพในการแสดงออกถึงสิทธิและตัวตน

จากหนึ่งในเหตุการณ์ริดรอนสิทธินักเรียนใน อ.แกลงที่กล่าวไป ได้นำมาสู่กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของนักเรียนต่อระบบการศึกษาไทย โดย คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ลงพื้นที่และจัดโครงการการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนและการเรียนรู้ประชาธิปไตยสมัยใหม่ เมื่อ 12 – 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยชวนเยาวชน นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในพื้นที่ อ.แกลง และ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง มาเรียนรู้เรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญไทย และสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างอำนาจภายในให้กับเยาวชนในการยืนหยัดรักษาสิทธิของตัวเองในรั้วโรงเรียนและสังคม ในวันที่โรงเรียนอาจไม่ใช้พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป

ในโครงการนี้ มีผลลัพธ์สำคัญคือข้อเสนอของนักเรียนต่อสถานศึกษาและหน่วยงานเทศบาลในพื้นที่ โดยเสียงจากพวกเขาได้นำเสนอออกมา 9 ประเด็น ได้แก่

  1. ยกเลิกกฎที่ละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย เช่น ทรงผม การแต่งหน้า การแต่งตัว หรือลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกาย
    สำหรับประเด็นแรก ถือเป็นประเด็นที่นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการเคยประสบกับเหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งพวกเขามองว่าในวันที่กฎกระทรวงประกาศออกมาแล้ว โรงเรียนควรปฏิบัติตามสิ่งที่กระทรวงประกาศ
  2. นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎระเบียบภายในโรงเรียน
    ประเด็นที่สองนี้ นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการนำเสนอว่า แม้โรงเรียนจะเป็นพื้นที่ของนักเรียน แต่ทว่านักเรียนไม่มีอำนาจในการเสนอหรือออกแบบกฎระเบียบที่พวกเขาต้องการ โดยกฎระเบียบมักมาจากอำนาจของผู้อำนวยการโรงเรียน หรือคณะกรรมการสถานศึกษา ทำให้บางครั้งกฎระเบียบไม่สอดคล้องกับบริบทของนักเรียนจริงๆ
  3. โรงเรียนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถจัดหาสวัสดิการเพื่อซัพพอร์ตนักเรียน เช่น รถรับส่งนักเรียน ผ้าอนามัย ถุงยางอนามัย อุปกรณ์การเรียน
    ในประเด็นที่ 3 นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการได้นำเสนอว่า ปัจจุบัน มีนักเรียนที่ยากจนและไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์พื้นฐานได้ โรงเรียนเองจึงควรมีสวัสดิการสนับสนุนนักเรียนให้เข้าถึงอุปกรณ์หรือของใช้ที่จำเป็นได้

  4. จัดสรรงบประมาณโปร่งใส แจกแจงรายละเอียดงบประมาณที่ชัดเจน
    สำหรับข้อนี้ นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการได้นำเสนอถึงความข้องใจต่อปัญหาค่าเทอมที่ผู้ปกครองของพวกเขาต้องสูญเสียไปทุกปี โดยที่ไม่มีการแจกแจงรายละเอียดที่ชัดเจน หรือยุติธรรมกับนักเรียนทุกคน เช่น การจัดเก็บเงินเพื่อจ้างคุณครูชาวต่างชาติ โดยนักเรียนบางห้องไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ดังกล่าว
  5. ส่งเสริมวิชาการที่ทันยุคสมัย ส่งเสริมสาขาวิชาอื่นๆ เช่น ศิลปะ ดนตรี กีฬา
    ในประเด็นที่ 5 นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการได้นำเสนอถึงการเรียนการสอนที่ควรปรับให้ทันกับยุคสมัย มีการอัปเดตหลักสูตรการศึกษา รวมไปถึงกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย และมีสาขาวิชาที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์กับความสนใจของนักเรียนและการเติบโตในอนาคต
  6. จัดกิจกรรมที่นักเรียนต้องการ และเข้าร่วมตามความสมัครใจ ไม่บังคับเข้ากิจกรรม เช่น รด. เกณฑ์ทหาร วันสำคัญต่างๆ กีฬาสี โฮมรูม
    ประเด็นที่ 6 นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการได้นำเสนอถึงปัญหาการบังคับเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจทำให้พวกเขาสูญเสียเวลาในการขวนขวายหาความรู้ที่ตนเองต้องการ จึงเสนอให้นักเรียนเป็นผู้นำเสนอกิจกรรมได้ด้วยตัวเอง หรือสามารถเลือกเข้ากิจกรรมได้ตามความสมัครใจ
  7. ปรับปรุงสถานที่และเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกในการศึกษา เช่น สนามกีฬา ห้องน้ำ ระบบรักษาความปลอดภัย
    ในประเด็นนี้ นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการหลายโรงเรียนได้เล่าถึงปัญหาของสถานที่มีการชำรุดทรุดโทรม ไม่ปลอดภัยในการใช้งาน ทำให้พวกเขารู้สึกระแวดระวังตลอดเวลา อีกทั้งอุปกรณ์บางอย่างไม่มีความพร้อมทำให้เกิดการติดขัดในการเรียนรู้
  8. มีที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาในโรงเรียน
    สำหรับเรื่องนี้ นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการ ได้นำเสนอปัญหาสุขภาพจิตในโรงเรียนที่มีความรุนแรงขึ้น และมองว่าปัญหาสุขภาพจิตควรได้รับการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรเพิ่มภาระงานให้ครูประจำชั้นหรือครูแนะแนว จึงมีข้อเสนอให้มีการจ้างนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนขึ้น
  9. มีช่องทางตรวจสอบคุณภาพบุคลากรในโรงเรียน มีจำนวนครูที่เหมาะสมต่อห้องเรียน
    ข้อสุดท้าย นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการเล็งเห็นว่าการเรียนรู้จะไปข้างหน้าได้ ส่วนหนึ่งต้องมาจากคุณภาพของคุณครูที่พร้อม โดยปัจจุบันมีปัญหาทั้งจำนวนครูที่ไม่พอต่อจำนวนนักเรียน และคุณภาพของครูที่ไม่มีระบบประเมินอย่างชัดเจน ทำให้นักเรียนเข้าถึงการศึกษาได้ไม่เต็มที่

ข้อเสนอเหล่านี้เป็นเสียงส่วนหนึ่งของนักเรียนในเขต อ.แกลง จ.ระยอง ที่นำเสนอออกมาผ่านกระบวนการที่ชวนเยาวชนมีส่วนร่วมในพื้นที่ที่พวกเขาต้องใช้เวลาด้วยมากที่สุดในช่วงชีวิตนี้ เป็นข้อเสนอที่มาจากเสียงของเยาวชนผู้เป็นปัจจุบันและอนาคตของชาติ ที่ผู้ใหญ่หลายคนฝากความหวัง

ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้เองได้ถูกส่งมอบให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นักเรียนส่งเสียงแล้ว โรงเรียนตอบอย่างไร

แน่นอนว่าข้อเสนอเหล่านี้ ไม่ได้ถูกพับเก็บไว้อยู่แค่ภายในโครงการ แต่คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้นำเอาข้อเสนอดังกล่าวไปยื่นต่อ ตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ และ นายกเทศมนตรีเมืองแกลงในวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ซึ่งได้มีการไลฟ์ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กของเทศบาลเมืองแกลง

และนี่คือเสียงของตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียนต่อข้อเสนอจากนักเรียนในพื้นที่

ในมุมของตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ตอบทีละประเด็นจากข้อเสนอของนักเรียนในพื้นที่ สำหรับข้อแรกเรื่องกฎระเบียบทรงผมและการทำโทษด้วยความรุนแรงทางร่างกายนั้น ทางตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ ได้แจ้งว่ากฎระเบียบที่ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน บางโรงเรียนได้ปรับปรุงแล้ว แต่บางโรงเรียนอาจจะยังใช้กฎระเบียบเดิม ด้วยความกังวลจาก ‘คณะกรรมการสถานศึกษา’ ที่มีชุมชน ผู้ปกครองเป็นกรรมการ ที่มองว่าไม่อยากให้อิสระกับเด็กเกินไป ซึ่งการให้อิสระจะนำไปสู่ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ปกครองได้ยาก หรือควบคุมได้ยาก เรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน รวมไปถึงการที่โรงเรียนถูกผลักภาระให้ดูแลนักเรียน ทั้งที่ผู้ปกครองสามารถช่วยดูแลระเบียบทรงผมนักเรียนได้

นอกจากนี้เรื่องการทำโทษที่รุนแรง ทางตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่าปัจจุบันการลงโทษมีอยู่ด้วยกัน 4 ขั้นตอนคือ ว่ากล่าวตักเตือน ทัณฑ์บน หักคะแนน และทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่บางโรงเรียนที่ยังมีนับเป็นส่วนน้อยเท่านั้น

สำหรับการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎระเบียบโรงเรียนทางตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียนได้นำเสนอว่า ปัจจุบันกฎระเบียบของโรงเรียนมีคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นผู้ดูแลพร้อมกับครูในโรงเรียน การให้นักเรียนเข้ามาเป็นคณะกรรมการร่วมด้วยอาจเป็นไปได้ยากด้วยวุฒิภาวะของนักเรียนที่อาจจะยังไม่ถึง ถ้ามาก็อาจจะได้แค่นั่งฟังผู้ใหญ่กัน

ในส่วนของความโปร่งใสในการจัดการงบประมาณของโรงเรียนที่ทางตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ได้ยืนยันว่าการจัดทำงบประมาณมีความโปร่งใส เพราะมีคณะกรรมการสถานศึกษาตรวจสอบ จึงยืนยันว่าโรงเรียนจัดสรรงบประมาณได้โปร่งใสเพียงพอ

ในส่วนของสวัสดิการ และการปรับปรุงสถานที่ในโรงเรียน ทางตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ยืนยันว่ามีความพยายามจะปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะห้องน้ำที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ทำให้เด็กๆ อยากมาโรงเรียน อยากมาใช้งาน ทั้งนี้ในส่วนของอาคารสถานที่โรงเรียนทั่วจังหวัดมีโควต้าที่จะของบสนับสนุนจาก อบจ. ได้เพียง 25% ซึ่งทางตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวว่าแตกต่างจากทางชลบุรีที่มีการสนับสนุนเต็มที่ ทำให้บางเรื่องก็ทำงานได้ยากขึ้น

สำหรับข้อเสนอต่อกระบวนการเรียนรู้หรือความหลากหลายของวิชาการนั้น ทางตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ยืนยันว่าโรงเรียนได้มีการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้สอดคล้องกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือ EEC มีการสอนเน้นไปที่เรื่องเทคโนโลยี รวมถึงมีกิจกรรมที่หลากหลายให้นักเรียนเข้าร่วม

ในขณะที่เรื่องของนักจิตวิทยาในโรงเรียน ตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่กล่าวว่าทางโรงเรียนเล็งเห็นว่าเด็กๆ ควรมีความสุขในโรงเรียน ซึ่งทางโรงเรียนได้มีคุณครูแนะแนวและคุณครูประจำชั้นช่วยดูแลอยู่แล้วในเรื่องนี้

และสุดท้ายคือการประเมินคุณครูและจำนวนครูต่อห้องเรียน ตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ได้นำเสนอปัญหาว่าแม้จะมีกฎกระทรวงสั่งลงมาว่าต้องการให้มีครู 1 คนต่อเด็ก 25 คน แต่ทว่าติดขัดเรื่องปัญหางบประมาณที่ทำให้เป็นไปได้ยากต่อการจ้างครู อีกทั้งมีงานเอกสารมากมายที่ทำให้ครูต้องรับภาระ จึงมีความยากในการจัดการเรื่องดังกล่าว

และทั้งหมดนี้คือเสียงของนักเรียนที่นำเสนอต่อผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจเหนือในโรงเรียน และเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของนักเรียน ในวันที่ระบบการศึกษาไทย ยังไปไม่ไกลจากข้อถกเถียงเรื่องเป็นนักเรียนต้องอยู่ภายใต้กรอบที่โรงเรียนต้องการ

 

เสียงเล็กๆ ของตัวแทนนักเรียนจากเมืองแกลงเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องหันมาทบทวนบทบาทของ ‘โรงเรียน’ ว่าควรเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสิทธิและศักยภาพ หรือยังคงเป็นพื้นที่แห่งอำนาจที่กดทับ ‘สิทธิมนุษยชนที่เงียบงัน’ ต่อไป

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR