ปราจีนบุรี จังหวัดที่มีส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่อยู่ในเขตมรดกโลก แถมยังเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยเกษตรกรรม หล่อเลี้ยงผู้คนมากมาย แต่วันนี้ ชื่อของปราจีนบุรี อาจกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมในไม่ช้า
หลายๆ คนน่าจะพอรู้ว่า เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) เป็นนโยบายการพัฒนาที่มีที่มาจาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 20 (ฉบับปัจจุบัน) ที่กำหนดให้มี “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” เป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับคุณภาพของประเทศในทุกภาคส่วน และพัฒนาประเทศไทย ไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง อยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกเขียนไว้ในเว็บไซต์ของ EEC
แต่ที่ผ่านมานั้น หลังจากมีนโยบายการพัฒนาดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ ก็เกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คนในภาคตะวันออก มากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไฟไหม้โกดังเก็บขยะและสารเคมีจากอุตสาหกรรมที่ตำบลหนองพะวา จังหวัดระยอง, การก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ส่งผลให้ระบบนิเวศน์ของทะเลชลบุรี เปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม หรือการหายไปของนวัตกรรมทากงการเกษตรหนึ่งเดียวในโลกอย่าง ‘นาขาวัง’ จากการเปลี่ยนสีผังเมืองให้เอื้อต่อการลงทุนด้านอุตสากรรม ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
ไม่เพียงเท่านั้น กับกระแสข่าวอย่างการที่จังหวัดปราจีนบุรี ถูกเสนอให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ใหม่ของ EEC โดยจะกลายเป็นจังหวัดที่ 4 ของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตามหลัง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ที่ถูกประกาศไปก่อนหน้าเมื่อปี พ.ศ.2559 ซึ่งเรื่องนี้ ทำให้เกิดเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายถึงแนวทางที่กำลังจะเกิดขึ้นในภูมิภาคอย่างภาคตะวันออก พื้นที่ที่มีภาพจำถึงการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมมาไม่น้อยกว่า 30 ปี ถึงความเหมาะสมต่อการเดินหน้านโยบายการพัฒนาที่ว่านี้ต่อไป รวมไปถึงข้อกังวลต่อสิ่งที่ผ่านมาจากการประกาศใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มาเกือบ 10 ปี นี้ว่า ควรกลับมาทบทวนถึงบทเรียนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ก่อนหรือไม่?
‘ปราจีนบุรี’ กำลังจะเป็นจังหวัดใหม่ใน ‘EEC’ ?
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง EEC UPDATE ใน งานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ถึงกรณีหนึ่งในแนวทางที่ภาคธุรกิจเสนอ คือ การผลักดันให้จังหวัดปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ใหม่ของเขตพพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดย ดร.จุฬา ได้ระบุถึงผลการศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่ผ่านมา พบว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีความเหมาะสมในหลายด้าน และมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะดำเนินการพัมนาอุตสาหกรรมไปพร้อมกับการพัฒนาเมืองต่อไป โดยจะต้องมีการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ขยายเขต EEC ซึ่งคาดว่าในกระบวนการสามารถดำเนินการได้ภายในปีหน้า
ยังมีการเปิดเผยถึงมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุน เพื่อเอื้อสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ ของนักลงทุนที่ต้องการลงทุนบนพื้นที่ EEC ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 มีมูลค่ารวม 1,731,625 ล้านบาท โดย 5 ประเทศที่ได้รับการออกบัตรสูงสุดได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐฯ ตามลำดับ มีนักลงทุนจากการชักชวนโดยสำนักงานคณะกรรมนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) รวมทั้งสิ้น 139 ราย (ตั้งแต่ 1 ม.ค.66 – 20 ก.ย.67) สร้างมูลค่าลงทุนรวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ การพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการนำพาให้จังหวัดปราจีนบุรี เข้าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ของ EEC นั้น มีมาแล้วหลายครั้งหลายหน นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เป็นเวลาเพียง 1 ปีหลังประกาศใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มีข้อเสนอจากฝั่งภาคอุตสหากรรมโดย นายทวิช เตชะนาวากุล กรรมการผู้จัดการ และประธานกรรมการบริษัท กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี เปิดเผยกับ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ความว่า ปราจีนบุรีมีความพร้อมในการเข้าร่วม เป็นส่วนหนึ่งของ EEC เนื่องจากเป็นพื้นที่เชื่อมต่อไปยังจังหวัดสระแก้ว รวมทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงแนวเส้นทางเศรษฐกิจ ระหว่างตะวันออกผ่านพื้นที่ภาคกลาง ไปยังฝั่งตะวันตกของไทย
รวมถึง นายสมมาตร ขุนเศษฐ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวกับ ประชาชาติธุรกิจ ในปี พ.ศ.2563 ว่า สภาอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีพยายามผลักดันทางรัฐบาลเพื่อให้ความเห็นชอบให้ปราจีนบุรีได้รับการบรรจุเป็นจังหวัดที่ 4 ในเขตการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เนื่องจากมีอุตสาหกรรมใหม่ (new S-curve) จำนวนมากที่ต้องการเข้ามาลงทุนในปราจีนฯ จึงมีความจำเป็นที่จังหวัดจะต้องได้รับการส่งเสริมการลงทุนในด้านสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เทียบเท่ากับ 3 จังหวัด EEC อีกทั้งปราจีนบุรียังมีข้อได้เปรียบโดยเฉพาะ “ผังเมือง” ของจังหวัดแบ่งพื้นที่อุตสาหกรรมสีม่วงและพื้นที่เกษตรสีเขียวเอาไว้อย่างชัดเจน ที่สำคัญราคาที่ดินอยู่ในระดับที่ยังไม่สูงมากนัก

เมื่อมองมาที่ปัจจุบัน ในปีพ.ศ.2567 ก็มีการเคลื่อนไหวจากภาคธุรกิจถึงประเด็นการผลักดันให้ปราจีนบุรีเป็นจังหวัดใหม่ใน EEC อยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอจาก นายนาวา จันทรสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการพบปะหารือกับทาง EEC ในขณะนี้พื้นที่การลงทุนในเขต EEC เริ่มไม่พอ และมีการหารือที่จะเพิ่มพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ EEC เพื่อรองรับการลงทุนที่จะทยอยเข้ามาในปี พ.ศ.2568 ซึ่งคาดว่ามีความเป็นไปได้ เพียงแต่ต้องแก้กฎหมาย EEC ขอขยายพื้นที่คล้ายกับตอนที่ขยายมา จ.ฉะเชิงเทรา จากเดิมมีเพียง จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. ขอให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พยายามกำหนดเงื่อนไขโดยไม่ใช่การส่งเสริมการลงทุนอย่างการให้อุตสาหกรรมจีน ที่ยกส่วนการก่อสร้างโรงงานและคนงานจากจีนเข้ามา เพราะสิทธิประโยชน์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน แต่ไม่ควรมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
หรือในกรณีอย่าง นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอภายใน งานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ถึงประเด็นต่างๆ ที่หอการค้าฯ นำเสนอไว้ใน ‘สมุดปกขาว’ เพื่อพิจารณาใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแก่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบไปด้วย ข้อเสนอเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน 3 ข้อเสนอหลัก คือ
- การสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ โดยภาคเอกชนเห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนของผู้ประกอบการ การควบคุมราคาสินค้าพื้นฐานและบริการที่จำเป็น การตรึงราคาค่าไฟฟ้า – น้ำมันดีเซล การผลักดันให้มีการจัดตั้ง กรอ.พลังงาน การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้เป็นไปตามกลไกคณะกรรมการไตรภาคี การกระจายงบประมาณไปยังภูมิภาคอย่างทั่วถึง และการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคูณสอง เพื่อเพิ่มกาลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ยังขอให้รัฐบาลสานต่อการขับเคลื่อนการยกระดับเมือง 10 จังหวัดนำร่อง ที่ดำเนินไปก่อนหน้านี้
- การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน SMEs แก้ไขปัญหาหนี้ ที่ประชาชนและ SMEs กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งหัวใจสำคัญของการแก้หนี้ คือ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงิน การคลัง ควบคู่กัน พร้อมกับการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้ ภาคเอกชนเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพื่อให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ ดูแลการค้าให้เป็นธรรม ไม่เป็นตลาดที่ดัมพ์สินค้าไร้คุณภาพ ซึ่งจะทำลายตลาดระยะยาวของประเทศ
- การวางยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อการเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะ การเร่งดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หอการค้าฯ ได้ เสนอให้จังหวัดปราจีนบุรี เป็นหนึ่งในพื้นที่ใหม่ของ EEC โดยเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการลงทุนใน EEC ได้อีกเป็นอย่างมาก การรักษาโมเมนตั้มภาคธุรกิจที่ไทยยังแข่งขันได้ ทั้งในด้าน Food, Tourism, Wellness และโอกาสการเป็นศูนย์กลางด้าน Logistics & Connectivity และ Education Hub
นี่เป็นคือข้อเสนอส่วนหลักๆ จากภาคธุรกิจของประเทศไทย ที่มองเห็นความเป็นไปได้ของจังหวัดปราจีนบุรี ต่อการเป็นพื้นที่น้องใหม่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะเห็นได้ว่าภาคธุรกิจนั้น มีความเห็นไปในทางเดียวกันถึงแนวทางการผลักดันให้มีพื้นที่ต่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่มีข้อเสนอที่น่าสนใจอย่างเช่น ข้อเสนอถึงคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้พิจารณาเงื่อนไขต่อทุนต่างชาติอย่างละเอียด และไม่ควรมองว่าการเอื้อสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เขามาลงทุนในพื้นที่เยอะขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด

คนปราจีนบุรี พร้อมแค่ไหน?
หลังเกิดการพูดคุยประเด็นนี้ EPIGRAM ได้เลยลองสำรวจความเห็น ในกลุ่ม ‘คนปราจีนรักบ้านเกิด’ ซึ่งมีผู้ใช้เฟซบุ๊กได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นถึงข้อกังวลต่อปัญหาแรงงานข้ามชาติที่อาจเข้ามาแย่งงานคนไทย รวมไปถึงมีความคิดเห็นที่น่าสนใจกล่าว่า “ควรระบุข้อดีข้อเสียว่าเป็นเมือง EEC แล้วดี-ไม่ดี อย่างไร ประชากรจะได้ตัดสินใจถูก แต่มาถามตอนนี้ก็ไม่น่าทัน นิคมอุตสาหกรรมล้อมเกือบหมดแล้ว ได้แต่ขอพรพระว่าอย่ามาตั้งเพิ่มใกล้บ้านดิฉัน และอย่าปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ ว่าแต่ปริมาณการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ให้ได้ตามที่รัฐกำหนด ในปี 2572 ?????”
ซึ่งเป็นที่น่าสนใจต่อไปว่า คนในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะถูกบรรจุเป็นหนึ่งในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมีความคิดเห็นเช่นไรต่อสถานการณ์ที่อาจกำลังจะเกิดขึ้นภายในเร็ววันนี้
“ประเด็นที่หนึ่งก็คือ ที่ดินก็จะถูกยกระดับ แล้วก็มีการขาย ส่งผ่านให้ต่างชาติ มีการทําอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น ตอนนี้อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ก็เป็นจีนหมด ตอนนี้จีนก็เข้ามา ทั้งเป็นโรงงานทั่วไป ทั้งโรงงานขยะประเภทที่ 105 106 หรือ 101 ซึ่งจีนเอง มีธรรมาภิบาลต่ำ แรงงานส่วนใหญ่ที่เข้ามาก็เป็นต่างชาติ มีการกว้านซื้อที่ดินกันยกใหญ่ ซึ่งพอจีนเข้ามา เขาก็จะคุ้นเคยกับการเข้าหาคนมีอํานาจในพื้นที่ ทําให้เกิดการกว้านซื้อที่ดินกันเยอะ”
“พอเข้า EEC ราคาที่ดินก็ยิ่งจะสูงขึ้นอีกครับ ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนถ่ายมือจากที่ดินมากขึ้น แล้วก็อีกประเด็นก็คือเรื่องมลพิษ คือปราจีนบุรี ระบบการตั้งรับมลพิษมันไม่ดี ล้มเหลว พอมาเป็นอีอีซีมันก็จะมีเรื่องกฎหมายพิเศษ อะไรต่างๆ ที่มันทําให้สิทธิชุมชนน้อยลงไป หรือแม้แต่ยุทธศาสตร์จังหวัดก็จะเปลี่ยนไป ตอนนี้ยุทธศาสตร์จังหวัดก็คืออุตสาหกรรมสีเขียว มีงานผลไม้ เมืองอาหาร เมืองเกษตรอินทรีย์ สมุนไพร พอมันยกระดับเป็นอีอีซี ตัวยุทธศาสตร์จังหวัดก็จะเปลี่ยนแผนพัฒนาต่างๆ แล้วก็พวกนักการเมืองทั้งหลายที่ส่วนใหญ่จะเป็นนายหน้าก็จะพยายามสร้างให้ชุมชนตัวเองเป็นนิคมอุตสาหกรรม”
“ตอนนี้ก็เป็นอยู่ เพียงแต่ว่า EEC จะทําให้สถานการณ์มันเลวร้ายขึ้น รุนแรงขึ้น เพราะว่ามีสิ่งเร้านะ มีเรื่องการยกเว้นภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุน การเติมเรื่องของระบบสาธารณูปโภค รวมไปถึงการจัดหาแหล่งน้ำ การแบ่งน้ำ อะไรพวกนี้ และการจัดตั้งโรงไฟฟ้าก็จะมากขึ้นตามไปด้วย”

ในขณะที่ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม ตัวแทนเครือข่ายเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรม และนักป้องสิทธิทางสิ่งแวดล้อม จังหวัดปราจีนบุรี หนึ่งในผู้ที่อาจได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน หากจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่การเป็นพื้นที่ EEC ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง EPIGRAM ว่า
“ถ้าเป็นความคิดเห็นผม ผมว่าวันนี้ปราจีนบุรียังไม่พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ EEC เพราะว่าเราเห็นบทเรียนมาแล้วจาก 3 จังหวัดภาคตะวันออก ก็คือ ชลบุรี ระยอง แล้วก็ฉะเชิงเทรา”
“ต้องถามก่อนว่าวันนี้ คนปราจีนบุรีรู้จัก EEC มากน้อยแค่ไหน วันนี้พี่น้องเรายังไม่รู้จักคําว่า EEC เลย บางคนเราไปถามก็ยังไม่รู้จักว่า EEC คืออะไรด้วยซ้ำ แล้ววันนี้ปัญหาที่สําคัญที่สุดที่ปราจีนบุรีเผชิญอยู่ก็คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนั้นมีน้อย ถ้าหาก EEC เข้ามา เขาจะมีส่วนร่วมในการคิด ร่วมแสดงความคิดเห็น หรือร่วมออกแบบอย่างไรกับ EEC ซึ่งประชาชนจะต้องเป็นคนที่กําหนดวิถีชีวิตเองว่าจะพัฒนาไปในรูปแบบไหน มากกว่านโยบายที่กำหนดมาแล้วหรือไม่”
“กับเรื่อง EEC ของปราจีนบุรีผมยังมองว่า มันจะกลายเป็นแหล่งของการกําจัดขยะมากกว่า คือเป็นของเหลือ เป็นขยะจากจังหวัด EEC เดิมนั่นแหละ แล้วค่อยมาที่ปราจีนบุรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นความกังวลด้วย”
“ในเรื่องของผังเมืองจังหวัดปราจีนบุรีก็ยังมีปัญหาอยู่ การมีส่วนร่วมซึ่งประชาชนมันน้อยมาก เขายังไม่รู้เลยว่าพื้นที่เกษตรกรรมจะไปอยู่ตรงไหน จะถูกรุกล้ำด้วยกฎหมายพิเศษอย่าง EEC อย่างการยกเลิกผังเมืองเดิมด้วยหรือเปล่า ซึ่งก็ทําให้ชาวปราจีนบุรีเองรู้สึกกังวล เพราะตอนนี้ในจังหวัดปราจีนบุรีเองประเด็นของมลพิษถือว่าเรื่องใหญ่ครับ ซึ่งมันมาคู่กับโรงงาน มาคู่กับอุตสาหกรรม แต่ต้องชี้แจงว่า ปัญหาเรื่องของมลพิษในจังหวัดนั้น กลับไม่ได้เกิดจากอุตสาหกรรมภายในจังหวัดปราจีนโดยตรงทั้งหมด แต่มีที่มาจากจังหวัดใน EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง)”

เขาได้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาหลักที่จังหวัดปราจีนบุรีกำลังเผชิญอยู่ก่อนแล้ว อย่างปัญหามลพิษ ที่มาพร้อมกับอุตสาหกรรมกำจัดขยะที่ดาหน้ากันเข้ามาตั้งอยู่ภายในพื้นที่จำนวนมาก
“เราจะเห็นว่าสิ่งที่เข้ามาในจังหวัดปราจีนบุรีก็คือ เรื่องของบ่อขยะฝังกลบ และบริษัทรีไซเคิล โรงงานรีไซเคิลจากจีนแต่ใช้แรงงานพม่า ทําให้ความรู้สึกกังวลของของชาวบ้านเรื่องการจ้างงานขึ้นมาอีกว่าโรงงานเหล่านี้ไม่จ้างแรงงานไทยเลย ตั้งแต่ก่อสร้างจนถึงเปิดดําเนินกิจการ ซึ่งบริษัททั้งหลายที่เจริญเติบโตในจังหวัดปราจีนเป็นบริษัทที่มาจากจีนร้อยละ 70%”
“ข้อสองก็คือ วันนี้ยังแก้ไขปัญหาในเรื่องของการกระทําผิดกฎหมายในเรื่องมลพิษไม่ได้เลย ถือว่าเป็นความล้มเหลวของจังหวัดปราจีนบุรี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรากังวลมาก แปลว่าสถานการณ์กําลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งที่เรามองว่าเป็นสถานการณ์ที่จะเลวร้ายก็คือ จากข้อมูลยังมีโรงงานประเภท 105 106 (โรงงานกำจัดขยะอุตสาหกรรม) ที่จะเข้ามาตั้งในจังหวัดปราจีนบุรี ตอนนี้รวมกันประมาณ 100 กว่าโรงงานแล้วนะครับ เลยทําให้คนปราจีนรู้สึกกังวลมากครับว่าโรงงานที่เคยมาตั้งสมัยก่อนที่มาจากทางยุโรป ทางญี่ปุ่นกลับถอยออกไป เป็นจีนเข้ามาเกือบ 100% อันนี้คือสิ่งที่เราวิตกกังวลว่าอนาคตปราจีนบุรีจะเป็นอย่างไร ซึ่งชาวบ้าน แน่นอนครับว่า เขาไม่รู้หรอกว่าเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง เพราะว่าเขาไม่มีส่วนรับรู้ในเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกครับ”
ในตอนท้าย เขาพูดถึงข้อเสนอต่อการจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว นั่นก็คือ การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกฝ่ายอย่างมีความหมาย
“ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนข้างใน คนข้างบน ซึ่งชาวบ้านไม่ได้รู้เรื่องนี้เลย สิ่งที่จะทําได้คือการประชาสัมพันธ์อย่างเปิดเผย จริงใจ ตรงไปตรงมาในทุกอําเภอ รวมไปถึงทุกหมู่บ้าน ผมคิดว่ามันไม่ควรมีส่วนไหนที่จะต้องปกปิดให้ชาวบ้านไม่รับทราบข้อมูล เราควรจะได้รับข้อมูลให้เท่าเทียมกัน แล้ว อีกส่วนคือต้องมีการรับฟังอย่างมีความหมาย หมายถึงว่าสิ่งที่มารับฟังไม่ใช่แค่มายกมือ มารับเงิน หรือว่ามาฟังแล้วกลับบ้าน แต่คุณควรจะมีกระบวนการในการเปิดการรับฟังให้ประชาชน เอานักวิชาการที่รู้ เอาคนที่เห็นต่าง เอาคนที่เห็นด้วย แล้วพูดคุยกันในเวที ทำให้เป็นเรื่องจริงจัง ไม่ใช่เปิดอย่างลับๆ แล้วก็ทํากระบวนการให้ผ่านแล้วก็ผ่านกันไป
“อีกอย่างคือถ้าเปิดเวทีเหล่านี้ แล้วก็มีการรับฟัง มีเวลาที่มากพอในการตัดสินใจ ในการค้นคว้าข้อมูล คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับชาวปราจีนบุรีในการที่จะเลือกวิถีชีวิตของเขา ในการที่จะเลือกว่าเศรษฐกิจบ้านเขามันจะไปในทิศทางใดครับ”

บทเรียนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อความเห็นของประชาชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่เป็นเช่นนั้น จึงนำมาสู่การสอบถามความเห็นถึงสภาพปัญหา และแนวทางในการแก้ไขปัญหา หรือข้อเสนอต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในมุมมองทางวิชาการ เพื่อเป็นการยืนยันถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อีกทางหนึ่ง
รศ.ดร.ชัยณรงค์ เครือนวน อาจารย์ประจำสาขารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนโยบายการพัฒนาในภาคตะวันออก ได้ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า
“ก็ค่อนข้างที่จะตกใจที่ เลขาฯ EEC บอกว่าเรื่องนี้น่าจะเกิดได้อย่างเป็นรูปธรรมในปี 2568 นี้เลย จากประเด็นตรงนี้เราก็พยายามดูๆ มันก็จะนําไปสู่ประเด็นที่หนึ่ง ก็คือ กระบวนการพัฒนาหรือการขยายพื้นที่การพัฒนา EEC ทําแบบเร่งรัดมาโดยตลอด ในขณะแรกที่เกิดก็เร่งรัด แล้ววันนี้จะขยายต่อก็เร่งรัด การไปกําหนดเวลาไว้ว่าภายในปี 2568 น่าจะเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม ซึ่งตอนนี้จะสิ้นปีอยู่แล้ว”
“ปัญหาก็คือถ้าเร่งรัดอย่างนี้ เรามีบทเรียนมาแล้วเรื่องของการเร่งรัด EEC แสดงให้เห็นว่าเราไม่เคยถอดบทเรียนในการพัฒนาที่ผ่านมาเลย และเราต้องไม่ลืมว่า ความเห็นที่จะมีการเสนอให้ขยายพื้นที่ EEC นั้น เป็นความเห็นของคนเพียงกลุ่มเดียว เป็นความเห็นของผู้ประกอบการภาคเอกชนฝ่ายเดียว ซึ่ง EEC มีการยืนยันว่าจะทําให้เสร็จภายในปี 2568 ปัญหาก็คือ คุณจะไม่ไปถามความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่นๆ เลยหรือ?
“มันไม่ได้มีแต่คนเห็นด้วย ยังมีคนที่อยู่ในภาคเกษตร เพราะโดยสภาพแวดล้อมแล้วปราจีนบุรีเองก็ไม่ต่างจากฉะเชิงเทรา ก็เป็นพื้นที่เกษตรอยู่ มันก็วนลูปเดิม ไปเปิดพื้นที่ใหม่ในการพัฒนาอีกหรือเปล่า เมื่อเปิดพื้นที่ใหม่ก็มีจัดทำแผนผังใหม่ ผังใหม่ถ้ามันเร่งรัดก็กลับมาสู่เรื่องของความขัดแย้ง มันก็เป็นวัฏจักรอยู่แบบนี้ ซึ่งถ้าประกาศทั้งจังหวัดให้เป็นเขตอุตสาหกรรมแล้วขยายเต็มพื้นที่ เรามั่นใจว่ามันกระทบภาคเกษตรกรรม เรื่องของความมั่นคงทางอาหารแน่นอน”

รศ.ดร.ชัยณรงค์ ยังได้พูดถึงข้อเสนอต่อและแนวทางในกรณีที่จังหวัดปราจีนบุรี จะถูกผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในอนาคตว่า จะต้องมีการรับอย่างรอบด้าน การเพิ่มศักยภาพของพื้นที่เดิม มากกว่าการเปิดพื้นที่ใหม่ ไปจนถึงเรื่องของ ‘การกระจาย’ เพื่อให้คนพื้นที่มีสิทธิในการกำหนดชีวิตตนเอง ว่า;
“ข้อเสนอของผม หนึ่งคือ ถ้าจะทําให้ปราจีนบุรีเป็นส่วนหนึ่งของ EEC คิดว่าต้องดําเนินการเรื่องนี้อย่างรอบคอบ รับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน เพราะอย่างที่บอกว่าเรื่อง EEC จะเพิ่มพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีนั้น เป็นข้อเสนอของภาคเอกชนฝ่ายเดียว เราจะต้องถามความเห็นของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนก่อน”
“อันที่สอง ต้องกลับมาทบทวนว่าทําไมต้องไปขยายพื้นที่ เพราะเขตอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมซึ่งก็กระจายตัวอยู่ 3 จังหวัด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยองก็ยังไม่พัฒนาเต็มศักยภาพของพื้นที่ อย่าลืมว่ามีเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอีก พวกนี้ก็ยังไม่เต็มศักยภาพพื้นที่เลย แล้วทําไมจะต้องไปขยายอีก ที่สําคัญ การลงทุนก็ไม่เป็นไปตามเป้า ไม่เป็นไปตามแผน”
“สําหรับผม คิดว่าถ้าต้องการเพิ่มศักยภาพหรือเพิ่มผลิตภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ก็ไม่จําเป็นต้องขยายพื้นที่ ก็เสริมสร้างศักยภาพของพื้นที่เดิม ใช้วิธีการเพิ่มศักยภาพแทนที่การขยายพื้นที่ หรือหากจะทํา ก็ต้องทําอย่างรอบคอบ ต้องรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน บทเรียนก็คือ ถ้าเร่งรัดก็เกิดการต่อต้าน การเปิดพื้นที่ใหม่ก็จะกลายเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งอีก ซึ่งถ้าจะขยาย ผมคิดว่าอย่าไปขยายทั้งจังหวัด เอาแค่เฉพาะโซนที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่มีอยู่น่าจะดีกว่าหรือไม่?”
“ทางหนึ่งที่จะทำให้การพัฒนามันแฟร์ ก็คือการการ ‘กระจายอํานาจ’ อย่างน้อยที่สุดมันก็จะเป็นหลักประกันว่า มันก็จะถูกคิด ถูกสร้างด้วยคนที่อยู่ตรงนั้นจริงๆ แล้วคนในท้องถิ่นก็จะมีส่วนร่วมภายใต้กระบวนการการกระจายอํานาจ และมันต้องหมายรวมถึงอํานาจที่นําไปสู่การตัดสินใจที่จะทํา หรือไม่ทําอะไรสักอย่างด้วย คือถ้ากระจายอํานาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้ยังไม่ใช่ เราคิดว่ามันต้องไปไกลกว่านั้น ท้องถิ่นต้องมีอํานาจภาคประชาชน ภาคประชาสังคมก็ต้องมีอํานาจ และอํานาจที่ว่านี้ก็คืออํานาจในการตัดสินใจ อํานาจในการกําหนดชะตาชีวิตของตัวเอง”
สุดท้ายนี้ จะเห็นได้ว่าทิศทางของข้อเสนอต่อการจัดการกับสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นประเด็นปัญหาในพื้นที่อย่าง การผลักดันให้ปราจีนบุรี ถูกบรรจุเป็นหนึ่งในจังหวัดของ EEC นั้น มีภาพรวมคล้ายกัน กล่าวคือ ทั้งประชาชน ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ ต่างกล่าวถึงการทบทวนถึงบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นมาในพื้นที่ หลังจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. EEC, การสร้างกระบวนการการรับฟังที่เข้าถึงทุกฝ่าย และรับฟังอย่างมีความหมาย เพื่อการออกแบบการใช้ประโยชน์ต่อพื้นที่ร่วมกัน รวมไปถึงข้อเสนออย่างการ ‘กระจายอำนาจ’ ที่อาจต้องไปให้ไกลกว่าองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างที่เป็นอยู่
ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราควรกลับมาทบทวนบทเรียนจาก EEC อย่างจริงจัง และมีแนวทางการรับมือต่อปัญหาจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเสียที?




