กองภูเขาหินที่เต็มไปด้วยฝุ่นในพื้นที่ชุมชน
ขยะอุตสาหกรรมที่ถูกบดเป็นดินแล้วเอามาแจกจ่ายให้ชาวบ้าน
ภาพเศษยางเกลื่อนป่าที่ไร้การจัดการ
กลิ่นเหม็น ควันอันตราย และฝุ่นแดงที่พัดเข้าชุมชน
นี่คือสารพัดวิบากกรรมของคนท้องถิ่นที่กำลังเผชิญกับเหล่าโรงงานผิดกฎหมายจำนวนมากที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก
เราจะเห็นว่าในช่วง 2 – 5 ปีที่ผ่านมามีการพบโรงงานเถื่อน หรือโรงงานที่ลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต/ไม่ถูกประเภท/ไม่ตรงตามเงื่อนไข ไม่แจ้งประกอบกิจการ และการลักลอบฝังกลบกากขยะอุตสาหกรรมที่สร้างความเดือดร้อน ความเจ็บปวด แบบฝังรากลึกและซ้ำซากให้กับประชาชนใน 4 เขตพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก ทั้งฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี และระยอง
ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน เจ้าหน้าที่รัฐและภาคประชาชสังคมตรวจพบกว่า 20 แหล่ง ทั้งการลักลอบฝังกากขยะอุตสาหกรรมกว่า 50,000 ตัน ทั้งโรงงานรีไซเคิลยางในพื้นที่เขตป่า โรงงานรีไซเคิลสายไฟและขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เอากากที่เหลือไปบดย่อยแล้ว
แจกชาวบ้านโดยการบอกว่าเป็นดินสำหรับเพาะปลูก ไปจนถึงการปลอมใบอนุญาตเพื่อเปิดให้ขยะจากทั่วโลกไหลเข้ามาเงียบๆ
ในวันธรรมดาของเรา อาจมีมุมหนึ่งมุมใดของคนบ้านเดียวกันกำลังจ่ายคุณภาพชีวิต สุขภาพที่แข็งแรงและความปกติสุขในทุกวันไปเพราะโรงงานเหล่านั้น
แล้วโรงงานมาตั้งได้อย่างไร ใครเป็นคนต้องคอยกำกับดูแล ขั้นตอนขออนุญาตรัดกุมแค่ไหน ใครๆ ก็ตั้งโรงงานได้จริงไหม เราเลยขอชวนไปสำรวจขั้นตอนการก่อตั้งโรงงานในพื้นที่ พร้อมกับชวนตั้งคำถามว่าแล้วอะไรคือช่องโหว่ของเรื่องนี้
เพราะโรงงานมลพิษใกล้บ้าน อาจไม่ไกลตัวคนตะวันออกอีกต่อไป

จากชลบุรีถึงปราจีนบุรี ปักหมุดเคสโรงงานเถื่อน (บางส่วน)
ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการตรวจสุดซอยของกระทรวงอุตสาหกรรม (ทีมสุดซอย) หรือกลุ่มเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ประกอบด้วยทีมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่กรมโรงงาน เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด เจ้าที่ตำรวจ องค์กรภาคประชาสังคมและอื่นๆ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและเปิดโปงโรงงานอุตสาหกรรมที่พฤติกรรมผิดกฎหมาย สร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนรวมแล้วไม่น้อยกว่า 23 กรณี เฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคตะวันออก อันได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ระยอง และชลบุรี โดยเน้นหนักไปที่ โรงงานประเภทรีไซเคิลพลาสติกและยาง โรงงานหล่อหลอมเหล็ก โรงงานบดอัดเศษกระดาษ ซึ่งกลายเป็นแหล่งซุกซ่อนขยะอุตสาหกรรมอันตรายจำนวนมหาศาล ยิ่งกว่านั้นที่น่าตกใจคือ แทบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต การประกอบกิจการโรงงานผิดประเภท การลักลอบฝังกลบกากขยะอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย การจ้างงานแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการนำเข้าของเสียจากต่างประเทศ
สำหรับจังหวัดระยอง เพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กรณีใหญ่ที่ทีมสุดซอยลงพื้นที่ตรวจสอบความผิดชัดเจน เริ่มเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568 เมื่อทีมตรวจสุดซอยของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด บนเนื้อที่กว่า 134 ไร่ ที่หมู่ 3 ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง หลังพบเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ในอาคาร สตง. ไม่ผ่านมาตรฐาน มอก. และตรวจพบการลักลอบกักเก็บฝุ่นแดงกว่า 43,000 ตัน เกินจากที่เคยแจ้งไว้หลายเท่า ทั้งที่บริษัทไม่มีรายงานการกักเก็บในปี พ.ศ. 2567 เลย นอกจากนี้ยังพบการใช้ไฟฟ้าภายในโรงงานเพิ่มสูงขึ้นหลังถูกสั่งปิด จึงต้องสอบสวนว่าโรงงานยังมีการลักลอบประกอบกิจการอยู่หรือไม่
ตามมาด้วยกรณีที่สองที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าวเถื่อนและพบลักลอบตั้งโรงงานเถื่อนทำธุรกิจรีไซเคิล บดย่อยเศษยางเถื่อนของบริษัทฟูด้า รับเบอร์ จำกัด ที่หมู่ที่ 2 ต.เขาฆ้อ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ป่าที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำหรับให้อยู่ทำกินเพื่อการเกษตรเท่านั้น โดยพบว่าโรงงานดังกล่าวมีความเชื่อมโยงขบวนการนำเข้าเศษยางรถยนต์มาจากกัมพูชามาบดย่อยแปรรูปเป็นยางแผ่นเพื่อส่งออกไปจีน

ในขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีโรงงานประเภทรีไซเคิลกระจุกตัวหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ทีมสุดซอยพบเคสสำคัญหลายกรณี โดยเฉพาะในอำเภอแปลงยาวและพนมสารคาม ที่แถบจะถูกใช้เป็นจุดซุกซ่อนของเสียขนาดใหญ่ กรณีแรกคือ การลักลอบฝังกากอุตสาหกรรมอันตรายกว่า 50,000 ตัน ในพื้นที่กว่า 11 ไร่ของลูกสาวผู้มีอิทธิพลในต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว ซึ่งต่อมาสืบสวนพบว่ากากทั้งหมดถูกขนย้ายมาจากบริษัทรีไซเคิลที่ชื่อเค เอส ดี รีไซเคิล จำกัดของพ่อใน ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม ซึ่งได้รับใบอนุญาตจัดการของเสียแต่กลับละเมิดกฎหมายโดยการเก็บและฝังกลบของเสียไว้ในพื้นที่ส่วนตัวแทนการนำไปกำจัดตามขั้นตอนกฎหมาย นับเป็นหนึ่งในเคสที่สะเทือนระบบกำกับดูแลโรงงานของรัฐอย่างรุนแรง
ถัดมาคือ เครือข่ายโรงงานในพื้นที่เขาหินซ้อน ซึ่งมีลักษณะเป็น นิคมรีไซเคิลเถื่อนที่ซ่อนตัวอยู่ หนึ่งในโรงงานที่ตรวจพบคือบริษัทเจิ้นซิง เมทัล จำกัด ที่ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีชาวจีนเป็นผู้บริหารหลักเข้าทำการซื้อโรงงานจากเจ้าของไทย แล้วนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ และมอเตอร์เก่าโดยไม่แจ้งหน่วยงานรัฐ อีกทั้งยังมีการดัดแปลงโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักร และขยายการดำเนินงานโดยไม่ขออนุญาต ทั้งยังไม่มีระบบขจัดมลพิษอากาศและห้องสำหรับบดย่อยตามแบบที่ได้รับอนุญาต และละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ถูกสั่งปิดกิจการทันที และเตรียมดำเนินคดีฐานครอบครองวัตถุอันตราย
อีกหนึ่งกรณีที่น่าจับตา คือ การตรวจพบเครือข่ายโกดังเถื่อนที่มีลักษณะแบบนิคมสร้างตนเอง ของบริษัทกำปั้นทอง อินดัสทรี ตั้งอยู่ที่หมู่ 9 ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีการจัดพื้นที่ให้เช่าและดำเนินกิจการรีไซเคิลโดยไม่มีใบอนุญาตกว่า 5 โรงงานในรั้วเดียวกัน บางโกดังมีลักษณะคล้ายเขตปลอดอากร (Free Zone) โดยให้บริการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ มอเตอร์เก่า และชิ้นส่วนรถยนต์ปนเปื้อนมาจากต่างประเทศเพื่อสกัดโลหะมีค่า เช่น ทองแดงและอะลูมิเนียม ก่อนนำของเสียส่วนเกินไปฝังกลบในพื้นที่ หรือแจกจ่ายให้ชาวบ้านในนามของ ‘ดินปลูกต้นไม้’ ซึ่งแท้จริงคือ ขยะอุตสาหกรรมล้วนๆ หน่วยงานรัฐได้ออกคำสั่งหยุดกิจการ ยึดของกลาง และเสนอให้เพิกถอนบัตรประชาชนของเจ้าของบริษัทผู้มีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายไทยซ้ำซาก
ตามมาด้วยจังหวัดชลบุรี แม้จะเป็นเมืองอุตสาหกรรมหลักของภาคตะวันออกที่มีโครงสร้างพื้นฐานและนิคมอุตสาหกรรมรองรับอยู่แล้ว แต่กลับพบจุดซุกซ่อนโรงงานเถื่อนจำนวนมาก หนึ่งในกรณีที่มีความเชื่อมโยงกับการบดย่อยสายไฟกลายไปเป็นดินปนเปื้อนคือ คือ โรงงานของบริษัท ฟู่ ฉี รีไซคลิ่ง เทคโนโลยี ซึ่งตั้งอยู่ที่ 1 ต. ธาตุทอง อ.ธาตุทอง จ.ชลบุรีเป็นโรงงานของชาวจีนไต้หวัน ทำกิจการนำเข้าเศษสายไฟจากต่างประเทศมาคัดแยกและบดเพื่อเอาทองแดงและอลูมิเนียมส่งออก แต่พลาสติกที่บดย่อยแล้วขายไม่ได้ กลับจ้างรถบรรทุกจากปราจีนบุรีมาขนไปทิ้ง โดยอ้างว่าไม่รู้ปลายทางของการกำจัด เจ้าหน้าที่พบพิรุธว่าเป็นลักษณะคล้ายดินปนขยะที่เคยถูกแจกให้ชาวบ้าน และอาจถูกลักลอบฝังในที่ดินส่วนบุคคล จากการตรวจใบเสร็จพบชื่อรถและบริษัทชัดเจน จึงเตรียมเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะเดียวกัน บริษัทฟู่ฉีฯ ถูกสั่งให้หยุดกิจการ และดำเนินคดีในข้อหานำกากอุตสาหกรรมออกนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมยึดอายัดเศษสายไฟนำเข้าทั้งหมดเป็นของกลาง
อีกกรณีหนึ่งคือ บริษัท เอ็ม เอช ซี กรุ๊ป ฟรีโซน จำกัด ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 ต.หนองอิรุณ ในเขตปลอดอากร อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งมีการแบ่งโกดังจำนวนมากให้บริษัทจีนเข้ามาเช่าใช้เพื่อดำเนินกิจการ เช่น หลอมอะลูมิเนียม ฉีดพลาสติกขึ้นรูป และบดเศษยางส่งออก โดยไม่ผ่านการขออนุญาตติดตั้งเครื่องจักรหรือขยายกิจการตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่พบว่า มีเพียง 3 โกดังจากทั้งหมดที่มีใบอนุญาต ส่วนที่เหลือถือเป็นโรงงานเถื่อนทั้งหมด จึงได้มีคำสั่ง ระงับการดำเนินกิจการทันที พร้อมทั้งส่งเรื่องให้พิจารณาทบทวนสิทธิ์การเป็นเขตปลอดอากร เพราะพบว่าใช้ช่องโหว่กฎหมายในการนำเข้าวัตถุดิบเข้ามา
และสุดท้ายที่จังหวัดปราจีนบุรีซึ่งแม้จะไม่ใช่เมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่าชลบุรีหรือระยองแต่กลับกลายเป็นแหล่งรองรับขยะและกากอุตสาหกรรมที่ถูกผลักออกจากพื้นที่นิคมหลัก ทั้งยังพบเครือข่ายโรงงานรีไซเคิลที่ใช้พื้นที่อย่างลับๆ ซุกซ่อนการคัดแยกของเสียโดยไร้การควบคุมที่ชัดเจน กรณีที่เราจะพูดถึงคือ บริษัทเซ็ทเมทอล จำกัด สาขาปราจีนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ต. กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ์ จ. ปราจีนบุรีซึ่งเดิมขออนุญาตเพียง 2 ใบ สำหรับคัดแยกของเสียที่ไม่เป็นอันตรายและหลอมหล่อโลหะ แต่กลับพบว่าเจ้าของชาวไต้หวันได้พัฒนาตัวเองจากผู้ประกอบการไปสู่ ‘นายหน้าปล่อยเช่าโกดัง’ ให้ชาวจีนและไต้หวันรวม 9 ราย เข้ามาทำกิจการรีไซเคิลโดยไม่มีนิติบุคคลหรือใบอนุญาตใดๆ ทั้งสิ้น
กิจการหลักคือ คัดแยกของดีส่งขายในและต่างประเทศ ส่วนฝุ่น ขยะ และน้ำเสีย ทิ้งไว้ในประเทศไทย แรงงานข้ามชาติกว่า 400 คนถูกจ้างโดยตรง พร้อมทั้งมีการจัดหาวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น เศษสายไฟและเศษอลูมิเนียมปนเปื้อนขยะพิษ ผ่านบริษัทเซ็ทเมทอลเอง เจ้าหน้าที่จึงสั่งปิดกิจการทั้งหมด อายัดเครื่องจักรและของกลาง พร้อมแจ้งข้อหาตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และส่งเรื่องให้ DSI พิจารณาคดีครอบครองวัตถุอันตราย พร้อมขยายผลสู่เครือข่าย ‘อาณาจักรรีไซเคิลศูนย์เหรียญ’ ต่อไป
ดาวัลย์ จันทรหัสดี เจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศ องค์กรไม่แสวงหากำไร (NGO) ที่ทำงานด้านการเฝ้าระวัง และแก้ปัญหามลพิษอุตสาหกรรมเพื่อกู้คืนสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลกับเราเพิ่มเติมว่า เธอเริ่มแบ่งกลุ่มโรงงานที่มีปัญหาออกได้เป็น กลุ่มโรงงานถลุง หลอมเหล็กและโลหะ(อะลูมิเนียม) กลุ่มโรงงานรีไซเคิลพลาสติก กลุ่มโรงงานคัดแยกและอัดเศษวัสดุเช่น กระดาษ กลุ่มโรงงานรีไซเคิลยาง กลุ่มโรงงานขยะอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มสุดท้ายกลุ่มทองแดงจากสายไฟ
ซึ่งหากสังเกตุเราก็จะพบว่ากลุ่มโรงงานที่มักพบปัญหาเป็นกลุ่มโรงงานประเภทเดิมซ้ำๆ จึงสันนิษฐานได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเหตุการณ์เฉพาะราย หรือเกิดจากความบกพร่องของผู้ประกอบการบางรายเท่านั้น หากแต่เป็น โครงสร้างซ้ำซ้อนของปัญหาที่อาจฝังรากอยู่ในขั้นตอนการอนุญาต วิธีกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐเอง

อะไรคือจำพวกและประเภทของโรงงาน
เรื่องที่ควรรู้เป็นอันดับแรกเกี่ยวกับโรงงานใกล้บ้าน
โรงงานมีหลายแบบ แต่รู้ไหมว่าจริงๆ มีการเรียกประเภทของโรงงานเอาไว้ด้วยเช่นกัน เพื่อช่วยในการจัดการได้ง่ายขึ้น
โดยดาวัลย์อธิบายให้เราฟังว่า โดยพื้นฐานโรงงานอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 3 จำพวกและมีทั้งหมดกว่า 107 ลำดับด้วยกัน โดยใน 107 ลำดับยังมีลำดับย่อยๆ ลงไปอีก แต่สำหรับการเริ่มต้นทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรงงาน เราต้องเข้าใจก่อนว่าโรงงานจำพวกที่หนึ่ง สอง และสามแตกต่างกันอย่างไร
โรงงานจำพวกที่ 1 หมายถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนและที่มีเครื่องจักรขนาดน้อยกว่า 50 แรงม้า และมีจำนวนคนงานน้อยกว่า 50 คน ไม่ต้องแจ้งและขออนุญาตประกอบกิจการได้ทันที ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดทั้งเรื่องที่ตั้งโรงงาน ลักษณะอาคาร การควบคุมการปล่อยของเสีย
โรงงานจำพวกที่ 2 หมายถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเครื่องจักรขนาดมากกว่า 50 แรงม้า แต่ไม่เกิน 75 แรงม้า และมีจำนวนคนงานมากกว่า 50 คน แต่ไม่เกิน 75 คน โดยโรงงานจำพวกที่ 2 สามารถตั้งโรงงานได้โดยต้องแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
และสุดท้ายโรงงานจำพวกที่ 3 หมายถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเครื่องจักรขนาดมากกว่า 75 แรงม้าหรือมีจำนวนคนงานมากกว่า 75 คนขึ้นไป และโรงงานบางประเภทลำดับที่ถูกจำแนกเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนแรงม้าหรือจำนวนคนงาน เช่น โรงงานประเภทลำดับที่ 101 105 และ 106 รวมถึงโรงงานทุกลำดับที่มีเครื่องจักรขนาดมากกว่า 500 แรงม้าขึ้นไป โดยโรงงานจำพวกที่ 3 จัดเป็นจำพวกโรงงานที่มีขั้นตอนการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานซับซ้อนที่สุด โดยใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 เรียกว่าใบ ร.ง. 4
แต่นอกจากจำพวกของโรงงานแล้ว อีกสิ่งที่เราต้องรู้คือ ประเภทลำดับและชนิดของโรงงานว่าหมายความว่าอะไร? ซึ่งในทีนี้เราขอยกประเภทลำดับของโรงงานที่มักพบปัญหาช่องโหว่ในภาคตะวันออกมาให้รู้จัก ได้แก่
ประเภทลำดับที่ 40 ซึ่งหมายถึง โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับเยื่อกระดาษ หรือกระดาษแข็งอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้
04001 คือ การฉาบ ขัดมัน หรือทากาวกระดาษ หรือกระดาษแข็ง หรือการอัดกระดาษหรือกระดาษแข็งหลายชั้นเข้าด้วยกัน (ต้องขอใบอนุญาตเป็นโรงงานจำพวก 3 เท่านั้น)
04002 คือ การทำผลิตภัณฑ์ซึ่งมิใช่ภาชนะบรรจุจากเยื่อ กระดาษ หรือกระดาษแข็ง
ประเภทลำดับที่ 53 คือ โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พลาสติกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง ประกอบด้วยประเภทลำดับย่อยดังนี้
05301 คือ การทำเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องเรือน หรือประดับ และรวมถึงชิ้นส่วนของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
05302 คือ การทำสื่อหรือพรม
05303 คือ การทำเปลือกหุ้มไส้กรอก
05304 คือ การทำภาชนะบรรจุ เช่น ถุงหรือกระสอบ
05305 คือ การทำพลาสติกเป็นเม็ด แท่ง ท่อ หลอด แผ่น ชิ้น ผง หรือรูปทรงต่าง ๆ (ต้องขอใบอนุญาตเป็นโรงงานจำพวก 3 เท่านั้น)
05306 คือ การทำผลิตภัณฑ์สำหรับใช้เป็นฉนวน
05307 คือ การทำรองเท้า หรือชิ้นส่วนของรองเท้า
05308 คือ การอัดพลาสติกหลาย ๆ ชั้นเป็นแผ่น (ต้องขอใบอนุญาตเป็นโรงงานจำพวก 3 เท่านั้น)
05309 คือ การล้าง บด หรือย่อยพลาสติก

ประเภทลำดับที่ 59 คือ โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการถลุง หลอม หล่อ รีด ดึง หรือผลิตเหล็ก หรือเหล็กกล้าในขั้นต้น (iron and steel basic industries) (ต้องขอใบอนุญาตเป็นโรงงานจำพวก 3 เท่านั้น)
ประเภทลำดับที่ 60 คือ โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับถลุง ผสม ทำให้บริสุทธิ์ หลอม หล่อ รีด ดึง หรือผลิตโลหะในขั้นต้น ซึ่งมิใช่เหล็กหรือเหล็กกล้า (non-ferrous metal basic industries) (ต้องขอใบอนุญาตเป็นโรงงานจำพวก 3 เท่านั้น)
ประเภทลำดับที่ 101 คือ โรงงานปรับคุณภาพของเสียรวม (central waste treatment plant)
ประเภทลำดับที่ 105 คือ โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฎิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่มีลักษณะและคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ใน กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 (ต้องขอใบอนุญาตเป็นโรงงานจำพวก 3 เท่านั้น)
ประเภทลำดับที่ 106 คือ โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม (ต้องขอใบอนุญาตเป็นโรงงานจำพวก 3 เท่านั้น)
และเมื่อเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของจำพวกและประเภทลำดับโรงงานแล้ว สิ่งสำคัญถัดไปคือ การสำรวจกระบวนการขออนุญาตตั้งโรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมว่ากิจการใดควรตั้งได้ ที่ไหน ตั้งอย่างไร ใครคือผู้มีอำนาจพิจารณา และมีช่องโหว่ใดที่ต้องจับตา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีปัญหาเรื้อรังมาอย่างยาวนาน
จะตั้งโรงงานทั้งที ใครเกี่ยวข้อง มีขั้นตอนอะไรบ้าง
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามว่า แล้วโรงงานเหล่านี้มันมาตั้งได้ยังไง หรือเริ่มประกอบกิจการทั้งที่ผิดกฎหมายได้ยังไง บางที่ไม่มีใบอนุญาตด้วยซ้ำ หรือบางที่ประกอบกิจการผิดประเภท เราเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจคร่าวๆ ว่า การที่อยู่ดีๆ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งข้างบ้านของเรามันจะต้องผ่านขั้นตอนอย่างไรบ้าง?
โดยเริ่มจากการ
- ตรวจสอบจำพวกและประเภทลำดับของโรงงานตามที่อธิบายไปข้างต้น เพื่อรู้ว่าโรงงานของตัวเองต้องแจ้งหรือขออนุญาตหรือไม่ และถ้าต้องแจ้งและขออนุญาตต้องแจ้งและขออนุญาตจากหน่วยงานใด
- ทุกการเริ่มต้องขออนุญาตผ่าน อปท.
ก่อนดำเนินการสร้างโรงงานขั้นตอนพื้นฐานที่สุดของการพัฒนาที่ดินจะเริ่มจากการปรับพื้นที่ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้อง
2.1 ตรวจสอบสถานที่ตั้งว่าสามารถตั้งได้ตามสีผังเมืองหรือไม่
2.2 ขออนุญาตขุดถมดินตาม พ.ร.บ.ขุดดินถมดิน
2.3 ขออนุญาตก่อสร้างอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร
2.4 ถ้าโรงงานที่จะสร้างอยู่ในข่ายของโรงงานที่จะก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรืออยู่ในประเภทที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจะต้องขอใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.สาธารณะสุข(เงื่อนไขของโรงงานที่เข้าข่ายดูตามประกาศกระทรวงสาธารณะสุข)
โดยทั้งสี่ด้านที่กล่าวมาต้องแจ้ง/ขออนุญาตผ่านองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ อปท. ในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลหรือตำบล

- ตรวจสอบว่าต้องทำ EIA/EHIA หรือไม่
หากโรงงานเข้าข่ายตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (เช่น โรงงานหลอมโลหะขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้า ฯลฯ) จะต้องทำรายงาน EIA หรือ EHIA เพื่อแนบไปพร้อมเอกสารยื่นคำขอ ร.ง. 3 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพร้อมกัน
- ยื่นคำขอ รง.3 ต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด
เมื่อโครงสร้างอาคารพร้อมแล้ว ต้องยื่นแบบ รง.3 โดยระบุข้อมูลบริษัท/เจ้าของกิจการ สถานที่ตั้งโรงงาน ขนาดพื้นที่ เครื่องจักรที่ใช้ จำนวนแรงงาน ระบบจัดการมลพิษ ที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตโดยละเอียด ผลิตภัณฑ์ที่จะได้และมลพิษที่อาจก่อรวมถึงวิธีการจัดการมลพิษ โดยสำหรับโรงงานจำพวก 2 จะสิ้นสุดกระบวนการที่ขั้นนี้ (เท่ากับออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานโดยอุตสาหกรรมจังหวัด) แต่ถ้าเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 จำเป็นจะต้องดำเนินการขั้นต่อไป
- ต้องทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชน (เฉพาะโรงงานจำพวก 3 )
สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจะประกาศรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ 15 วัน เพื่อให้ประชาชนหรือชุมชนคัดค้านหากเห็นว่ากิจการกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพ จากนั้นอุตสาหกรรมจังหวัดจะออกประกาศสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น
- ออกใบอนุญาต ร.ง.4 (เฉพาะโรงงานจำพวก 3 )
6.1 โรงงานจำพวก 3 บางประเภทลำดับที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น ลำดับ 53 , 60 หรือมีเครื่องจักใช้กำลังน้อย 500 แรงม้า ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานโดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด
6.2 โรงงานจำพวก 3 บางลำดับที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ลำดับ 101, 105, 106 และเป็นโรงงานทุกลำดับที่มีเครื่องจักใช้กำลังเกิน 500 แรงม้า ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม
- แจ้งประกอบกิจการ
เมื่อได้ใบอนุญาตแล้วเจ้าของโรงงานต้องติดตั้งเครื่องจักรและระบบป้องกันมลพิษให้ครบตามเงื่อนไขและที่สำคัญจะต้องแจ้งประกอบกิจการเพื่อให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบก่อนเปิดเดินเครื่องจริงอีกครั้ง
เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการขอก่อตั้งโรงงานใหม่

ช่องโหว่บนเส้นทางใบอนุญาต
แม้การขอตั้งโรงงานในประเทศไทยจะมีขั้นตอนที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีช่องโหว่มากมายโดยเฉพาะในทางปฏิบัติกระบวนการเหล่านี้มักถูกเลี่ยง ดาวัลย์ยกตัวอย่างให้เราฟัง เช่น การแบ่งขนาดโรงงานใหญ่ให้กลายเป็นหลายโรงงานขนาดเล็กเพื่อหลีกเลี่ยง EIA
“เราจะสังเกตเห็นได้ว่ามันจะไปขอ 490 แรงม้า หรือ ในใบร.ง. 4 จะมีเงื่อนไขที่ว่าออกให้โดยต้อง หรือออกให้โดยไม่ต้อง แต่บางทีเงื่อนไขที่กำหนดโดยอุตสาหกรรมจังหวัดก็ไม่เข้มข้นเท่าที่ควร”
รวมถึงอีกกรณีที่พบบ่อยคือ การใช้ใบอนุญาตผิดประเภทหรือขอเผื่อไว้หลายลำดับ เช่น บางโรงงานหลีกเลี่ยงการขออนุญาตในลำดับที่เข้มงวด เช่น ต้องขอ 106 (รีไซเคิลโลหะ) แล้วใช้การขอลำดับ 60 ซึ่งขอได้ง่ายกว่าแทน หรือบางแห่งก็ไม่ได้แจ้งประกอบกิจการหลังได้ใบอนุญาต แม้จะได้ใบ รง.4 แล้ว แต่หลายโรงงานไม่แจ้งเริ่มประกอบกิจการซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเครื่องจักรและระบบควบคุมมลพิษก่อนเดินเครื่อง
นอกจากนั้นในปัจจุบันยังพบการซื้อโรงงานร้างหรือใบอนุญาตเก่าแล้วปรกกอบกิจการกิจการโดยไม่แจ้งหน่วยงานรัฐ ทั้งยังทำตัวเป็นนายหน้าปล่อยเช่าโกดังหรือโรงงานเถื่อนแล้วสร้างนิคมสร้างกันเองขึ้นมา เปลี่ยนตัวเองจากการทำโรงงานรีไซเคิลไปทำธุรกิจจัดสรรที่ดินเพื่อรีไซเคิล
ยิ่งไปกว่านั้นดาวัลย์ยังเสริมว่า บางครั้งช่องโหว่ก็เกิดตั้งแต่การกำหนดใช้กฎหมายเช่น การกำหนดผังเมืองที่ยืดหยุ่นโดยข้อกำหนดแนบท้ายผังเมืองที่อนุญาตให้พื้นที่สีเขียวสามารถสร้างโรงงานได้ถึง 10% ของที่ดิน หรือบางพื้นที่สามารถใช้ผังเมืองชุมชนซ้อนทับผังเมืองรวมจังหวัด ทำให้แทรกพื้นที่สีม่วง (อุตสาหกรรม) ลงไปในพื้นที่ที่ควรเป็นเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัยได้ ร่วมถึงพ.ร.บ.โรงงานปี พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้ใบอนุญาตโรงงานไม่มีวันหมดอายุจากเดิมที่ต้องต่ออายุทุก 5 ปี ทำให้โรงงานไม่ต้องตรวจสอบระบบบำบัดหรือมาตรฐานเครื่องจักรซ้ำ จึงไม่มีแรงจูงใจในการบำรุงรักษาและพัฒนาระบบ ทั้งพ.ร.บ.โรงงานปี พ.ศ. 2562 ยังเอื้อให้สามารถก่อสร้างอาคารได้ก่อนการขอใบอนุญาต ทำให้เกิดกรณีที่เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดโดนข่มขู่ว่า ฝ่ายเจ้าของโรงงานลงทุนก่อสร้างอาคารไปแล้วถ้าไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงานจะฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่
ดังนั้นแม้กระบวนการตั้งโรงงานจะมีขั้นตอนที่ชัดเจนบนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติกลับเปิดโอกาสมากมายให้ผู้ประกอบการบางรายหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้กิจการเดินหน้าได้เร็วขึ้น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดกับชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเครื่องมือเบื้องต้นสำหรับประชาชนในการรู้เท่าทันระบบ เข้าใจขั้นตอนและตรวจสอบได้ว่าโรงงานที่มาตั้งในพื้นที่มีใบอนุญาตครบถ้วนหรือไม่ ถูกประเภทหรือเปล่า และมีการผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนหรือไม่
เพราะการรู้ให้เท่าทันตั้งแต่ต้นทาง คือ หนึ่งในกลไกสำคัญของการป้องกันตัวเองจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

เพราะโรงงานอาจตั้งใกล้บ้านคุณ ประชาชนจึงต้องช่วยกันตรวจสอบ
อย่างนั้นแล้วเราในฐานะประชาชนสามารถทำอะไรได้บ้าง ดาวัลย์แนะนำว่าเราสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการตรวจสอบว่าโรงงานนั้นมีใบอนุญาตประกอบกิจการ ร.ง. 4 หรือไม่ ซึ่งทำได้โดยการเข้าเว็บไซต์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อค้นดู จากนั้นสามารถกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน ตรวจสอบว่าโรงงานอยู่ในประเภทลำดับกิจการอะไร มีการยื่น EIA หรือเปล่า และได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามใบอนุญาตและแจ้งประกอบกิจการหรือไม่ นอกจากนี้ ยังสามารถอาศัยการสังเกตุความผิดปกติและแจ้งเบาะแสต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือร้องเรียนผ่านกรมโรงงานฯ ก็ได้เช่นกัน
นอกจากนั้นอีกวิธีที่ใช้ได้ผลคือ การรวมกลุ่มของชุมชนในพื้นที่เพื่อช่วยกันติดตาม ปักหมุดพิกัด แจ้งพฤติกรรมผิดปกติ และเก็บหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย คลิป กลิ่น เสียง หรือแม้แต่ดินสีผิดปกติที่ถูกนำมาเททิ้ง ก็สามารถกลายเป็นเบาะแสสำคัญ ที่เจ้าหน้าที่ใช้เปิดปฏิบัติการได้ในลำดับถัดไป หลายเคสที่เราเห็นในข่าว ไม่ได้เริ่มจากหน่วยงานรัฐ แต่มาจากชาวบ้านที่ไม่ยอมหลับหูหลับตา และกล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือน ‘ไม่มีอะไร’ ในหมู่บ้านของตัวเอง
ขณะเดียวกันในการแก้ปัญหาทางด้านกฎหมาย ดาวัลย์ให้ความเห็นว่า “พูดถึงการแก้ปัญหาเป็นเรื่องยาก เพราะปัญหาทุกอย่างเกิดจากคน กฎหมายต่อให้ดีแค่ไหนถ้าคนใช้กฎหมายไม่กล้าใช้มันก็เท่านั้น เราทำงานตรงนี้ เราหมดหวังไม่ได้ เราต้องสะสมแต้มชัยชนะไปแต่ละวัน”
สุดท้ายเราอาจไม่จำเป็นต้องรู้กฎหมายทุกมาตรา แต่เราควรมีสิทธิ์รู้ว่าอะไรที่เกิดขึ้นข้างบ้าน และอะไรที่อาจทำร้ายเราโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะถึงที่สุดแล้ว การรู้ขั้นตอนการขออนุญาตตั้งโรงงานอาจดูเหมือนไม่จำเป็นสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการอุตสาหกรรม ไม่ได้ทำธุรกิจ ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินสักผืน แต่ความจริงคือ เราทุกคนควรรู้ เพราะโรงงานไม่ได้ตั้งอยู่กลางสุญญากาศ มันตั้งอยู่ ‘ใกล้บ้านใครบางคนเสมอ’ และบางครั้งบ้านคนนั้นอาจเป็นบ้านของเราเอง
เสียงผลกระทบที่เกิดจากโรงงานเถื่อนเหล่านี้อาจเงียบ แต่ผลกระทบของมันดังก้องยาวนานในสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชีวิตของผู้คนในภาคตะวันออก และนี่คือ จุดเริ่มต้นของคำถามใหญ่ว่าเราจะอยู่กับอุตสาหกรรมแบบไหน และจะให้ใครเป็นคนเขียนกติกาของการอยู่ร่วมกันใน ‘ดินแดนมลพิษ’ นี้
อ้างอิง
จากการสอบถามข้อมูลจาก ดาวัลย์ จันทรหัสดี และนราธิป ทองถนอม เจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศ
“เอกนัฏ” ส่ง “สุดซอย” ฟาด “หย่งถังไทย” ตัวการหลอกแจกดินปนเปื้อน เร่งขยายผลปราบ “ทุนจีนศูนย์เหรียญ”
7 ข้อต้องรู้เกี่ยวกับการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4)
ยึดอายัด-ดำเนินคดี อีก 1 #โรงงานรีไซเคิลเถื่อน #ระยอง เครือข่ายลักลอบนำเข้าเศษยางจากกัมพูชา
เอกนัฏ ส่ง สุดซอย จับโรงงานเถื่อนในที่ดินป่าไม้ ลักลอบนำเข้าเศษยางจากกัมพูชา แปรรูปส่งออกต่างประเทศ
เอกนัฏ เตรียมสั่งปิด บริษัท กำปั่นทอง อินดัสทรี แหล่งขยะพิษ พนมสารคาม
“เอกนัฏ” ส่ง “สุดซอย” ปิด บ.กำปั่นทอง เหิมตั้งตัวเป็น “ฟรีโซน” แหล่งรวมขยะพิษ
พร้อมจู่โจมตรวจ “โรงงานรีไซเคิล” ลักลอบใช้วัตถุดิบไม่แจ้งแหล่งที่มา
“เอกนัฏ” ส่ง “สุดซอย” บุก “ฟรีโซน” รวบบริษัทศูนย์เหรียญ ลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์


