/

เกมครองที่ดินในพื้นที่ EEC : ใครได้ ใครเสีย ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?

เมื่อการพัฒนาเข้ามา มีอะไรบ้างที่คนในพื้นที่ต้องเสียไป?

 

แน่นอนว่าเวลาที่เราได้ยินคำว่า ‘การพัฒนา’  หลายๆ คนก็น่าจะนิยามไปในทิศทางที่ดีหรือไปในมุมมองเชิงบวก ซึ่งถ้าพูดกันตามตรง การพัฒนาอาจทำให้เห็นถึงความเจริญ ความเป็นเมือง ซึ่งจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของ ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจการคมนาคม และธุรกิจอุตสาหกรรม การลงทุน

สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดความเจริญทางด้านเศรษฐกิจอย่างมากหรืออาจเรียกได้เลยว่าเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ทำให้ประชาชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ต่างหลั่งไหลเข้ามาอาศัยอยู่และประกอบอาชีพในพื้นที่นั้น 

อย่างไรก็ตาม การพัฒนานั้นล้วนทิ้งบางอย่างไว้ข้างหลังเสมอ โดยหนึ่งในนั้นคือคนที่ได้รับผลกระทบ วิถีชีวิตดั้งเดิม อย่างกรณีของพื้นที่ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ที่ถูกเปลี่ยนพื้นที่จากหน้ามือเป็นหลังมือ และเรื่องราวของที่นี่อาจทำให้เราได้เห็นภาพการพัฒนาในอีกมุมที่หลายคนอาจหลงลืมไป

ภาพโดย ศิวัช ชัยเฉลิมศักดิ์ และ ธันพิสิทธิ์ ชัยอิ่นคำ

 

เกมการพัฒนาที่คนตะวันออกไม่อาจหลีกเลี่ยง 

ทุกวันนี้คนภาคตะวันออกคงไม่มีใครรู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อ ‘EEC (อีอีซี)’ หรือเรียกกันเต็มๆ ว่า Eastern Economic Corridor แผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์หลักจากนโยบาย ‘ไทยแลนด์  4.0’ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สืบต่อเนื่องมาถึงการเลือกตั้งที่ยังคงเป็นคณะเดิมหรือที่เราทุกคนเรียกกันว่า ‘พรรคลุงตู่’ นำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น

“EEC (อีอีซี)” เป็นโครงการที่ถูกตั้งความหวังไว้เนื่องจากเป็นพระเอกในการพัฒนาประเทศไทย โดยต่อยอดความสำเร็จมาจากโครงการเก่าที่ชื่อว่า Eastern Seaboard หรือโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกซึ่งดำเนินมาตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา

โดยในระยะแรกมีสามจังหวัดคือ ชลบุรี  ระยอง และฉะเชิงเทรา ถูกแต่งตั้งเป็นพื้นที่ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยได้รับการกำกับดูแลจาก คณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (คณะกรรมการอีอีซี) ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ออกในสมัยรัฐบาล คสช. 

ซึ่งในยุคสมัยนั้น คสช. มีการใช้อำนาจพิเศษตาม มาตรา 44 เพื่อปลดล็อคทุกข้อจำกัดที่ทำให้โครงการไม่เดินหน้า รวมถึงการให้สภาแต่งตั้งตัวเองออกกฎหมายขึ้นมาบังคับใช้เป็นการเฉพาะ เช่น พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ พ.ร.บ.อีอีซี อย่างไรก็ดี การที่ให้สิทธิประโยชน์ต่างๆให้กับกลุ่มทุน รวมถึงทำให้คนที่อยู่อาศัยในพื้นที่พิเศษดังกล่าวต้องตกอยู่ในแผนการพัฒนาแบบบีบบังคับ โดยที่เสียงของพวกเขากลับไม่ได้ถูกนำไปพิจารณาเพื่อตัดสินใจกำหนดทิศทางในพื้นที่ของตัวเอง ว่ามีความต้องการพัฒนาในรูปแบบใด

ภาพโดย ศิวัช ชัยเฉลิมศักดิ์ และ ธันพิสิทธิ์ ชัยอิ่นคำ

หมากเกมนี้ที่รู้ว่าจะต้องลงเอยอย่างไร

และหากพูดถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจนสูญเสียวิถีชีวิตไป หนึ่งในนั้นก็คือพื้นที่ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งขึ้นชื่อได้ว่าเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งนึง เป็นแหล่งอาหารชั้นดี เพราะนาขาวังเป็นพื้นที่ที่เดียวในประเทศไทยที่น้ำเค็มท่วมถึง แต่กับสามารถทำนาข้าวได้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน อีกทั้งบริเวณแห่งนี้เดิมทีมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติอย่างมาก จึงเป็นแหล่งอาหาร แหล่งอาศัยของสัตว์ต่างๆ ทางธรรมชาติที่สำคัญต่อคนและสิ่งมีชีวิต  แต่เดิมแล้วตำบลเขาดิน  ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สีเขียวหรือที่ดินสำหรับเกษตรกรรม 

แต่ในช่วงปี2545-2556 มีการเปลี่ยนการใช้ที่ดิน จากที่ดินเกษตรกรรมและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไปเป็นพื้นที่เมืองและพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เป็นการกำหนดพื้นที่ผังเมืองเพื่ออุตสาหกรรมหรือบางคนอาจเคยได้ยินคำว่าพื้นที่ผังเมืองสีม่วงในแผนผังเมืองที่ได้ขยายเพิ่มขึ้นจากเดิมเพื่อรองรับการขยายตัวของเขตอุตสาหกรรมตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 

ภาพโดย ศิวัช ชัยเฉลิมศักดิ์ และ ธันพิสิทธิ์ ชัยอิ่นคำ

การเปลี่ยนผังเมืองเหล่านี้จึงส่งผลให้มีกลุ่มนายทุนภาคอุตสาหกรรมมาลงทุนและได้มีบริษัทเอกชนเข้ามากว้านซื้อเพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรม  และผังเมืองฉบับอีอีซีนี้เองที่ทำให้พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม และการทำประมงชั้นดีมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

แต่ที่มากไปกว่านั้น คือการที่ชาวบ้านรู้ว่าตนเองต้องสูญเสียที่ดินที่เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ในขณะเดียวกันเข้าไม่ถึงข้อมูลด้านกฎหมาย จึงต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างมาก เป็นเหตุให้ มีคนกลุ่มนึงจากพื้นที่อื่นเล็งเห็นช่องทาง การเอาความรู้ในเรื่องของกฎหมายมาหาผลประโยชน์กับคนในพื้นที่ ซึ่งแอบอ้างเป็นองค์การที่ไม่แสวงผลกำไร และให้เหตุผลในการช่วยเหลือคืออยากช่วยเหลือดูแลคนที่เดือดร้อน ทำให้ประชาชนในพื้นที่หลงเชื่อกลุ่มที่แอบอ้าง และในท้ายที่สุดกลุ่มที่แอบอ้างก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือกับคนในพื้นที่อย่างจริงจัง ซึ่งนี้เป็นข้อมูลผ่านการพูดคุยกับคนในชุมชนพื้นที่ตำบลเขาดิน

ภาพโดย ศิวัช ชัยเฉลิมศักดิ์ และ ธันพิสิทธิ์ ชัยอิ่นคำ

 การสูญเสียใต้ฉากหน้าการพัฒนา

แน่นอนว่าการเปลี่ยนผังเมือง และการใช้ประโยชร์ที่ดิน นำมาซึ่งความสูญเสียของชุมชนภายใต้ฉากหน้าการการพัฒนา

ผลกระทบที่ปรากฏอย่างชัดเจน อย่างแรกก็คือ การสูญเสียที่ดินของประชาชนในพื้นที่ ทั้งในการประกอบอาชีพและพักอาศัย ซึ่งแต่เดิมแล้วการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประชาชนในพื้นที่บางส่วนไม่ได้มีพื้นที่เป็นของตนเอง โดยทำการเช่าพื้นที่กับเจ้าของที่ดินที่ปล่อยเช่า ภายหลังจากมีนายทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดิน ผู้ที่ปล่อยเช่าที่ดินนั้นล้วนอยากได้เงินที่มากกว่าการปล่อยให้เช่าอยู่แล้ว จึงทำให้ผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมขาดรายได้และบางส่วนก็สูญเสียที่ดินไป

ผลกระทบที่สอง สภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศในบริเวณนั้นได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน  จากการปล่อยน้ำเสียและปล่อยมลพิษ เป็นไปไม่ได้เลยที่พื้นที่ตรงนั้นจะได้รับผลกระทบน้อย ผลกระทบที่สาม ความมั่นคงทางอาหารที่ลดลง เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่การทำเกษตรกรรมและประมง เป็นพื้นที่สำหรับการทำอุตสาหกรรม ในพื้นที่นาขาวังเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ สามารถทำนา และปรับเปลี่ยนมาทำประมงได้ เนื่องจากพื้นที่นาขาวัง ประกอบไปด้วย 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่นาขาวัง 

ดังนั้นจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่การทำเกษตรกรรมและประมง เป็นพื้นที่สำหรับการทำอุตสาหกรรม ส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร และการจับสัตว์น้ำ 

ภาพโดย ศิวัช ชัยเฉลิมศักดิ์ และ ธันพิสิทธิ์ ชัยอิ่นคำ

ถึงเวลาหันกลับมาดูว่าเราทิ้งใครไว้ข้างหลังบ้าง?

ในวันนี้ แม้ผังเมืองจะถูกประกาศออกไป แต่ใช่ว่าคนในชุมชนจะยอมแพ้ โดย ฐิต​พัฒน์​  ไตร​พฤฒิ​วัฒน์ หนึ่งในคนพื้นที่ตำบลเขาดิน บอกว่า

“จริยธรรมสำคัญสุด อุตสาหกรรมที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานควรคิดว่าชาวบ้านในพื้นที่เปรียบเสมือนครอบครัวของคุณ อุตสาหกรรมถึงจะอยู่ได้กับคนในชุมชน ฝากถึงผู้มีอำนาจโปรดสำรวจแต่ละพื้นที่ว่าตรงนั้นควรทำอะไร เหมาะสมที่จะลงทุนอะไร หรือการโซนนิ่ง ( Zoning) และให้นึกถึงคนที่อยู่ข้างหลัง” 

ขณะเดียวกัน ดร.โชคป์ทวีท์ อ้นถาวร ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เองก็มองว่า “ไม่ว่าที่ไหนที่อุตสาหกรรมลงไป ควรดูแลคนในพื้นที่ด้วย แค่การรับลูกหลานคนในพื้นที่เข้าทำงานไม่พอหรอก ทางราชการก็ควรเข้าไปช่วยเหลือให้ทั่วถึง เช่น คนชายขอบ ควรมีการสนับสนุนให้ชาวบ้านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นการแก้ปัญหา ให้ตระหนักถึงการอยู่ร่วมกันในสังคม มีจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ขจัดความขัดแย้ง นึกถึงส่วนรวมเป็นหลัก อย่าอยู่แต่ในกรอบ คิดนอกกรอบบ้าง การพัฒนาสมัยใหม่ต้องอาศัยคนรุ่นใหม่แต่ก็ควรมีคนรุ่นเก่าให้คำปรึกษา” 

จากปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่ทั้งหมดจึงชวนเราตั้งคำถามว่า สรุปแล้ว เกมการพัฒนานี้ใครได้-ใครเสียผลประโยชน์มากกว่ากัน ซึ่งหากมองดูแล้ว ในวันที่เบื้องหลังการพัฒนาก็ต้องมีสิ่งที่ต้องแลก แต่การจะเดินไปข้างหน้าแต่ไม่สนใจคนที่อยู่ข้างหลัง สิ่งเหล่านี้จะเรียกว่าเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นได้จริงหรือไม่? 

การพัฒนา แม้จะมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนสังคม แต่ในบางกรณีก็อาจกลายเป็นอุปสรรค การหาจุดกลางระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประเทศสามารถพัฒนาไปในทิศทางที่ยั่งยืน

และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ภาพโดย ศิวัช ชัยเฉลิมศักดิ์ และ ธันพิสิทธิ์ ชัยอิ่นคำ

บทความโดย ธนเดช อินสว่าง, ปุญณกานต์ ปานเมือง และ วีรภัทร นิสัยสม
ภาพโดย ศิวัช ชัยเฉลิมศักดิ์ และ ธันพิสิทธิ์ ชัยอิ่นคำ
นิสิตคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชั้นปีที่ 4
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Where we belong : ภาคตะวันออกที่เราอยากอยู่ ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, Land Watch และ Local PBS (ThaiPBS)
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR