/

สำรวจสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก เจเนอเรชั่นไหนจะพลิกเกมเลือกตั้ง 69

เหลือเวลาเพียงราว 1 เดือนก่อนวันเลือกตั้งจะมาถึง หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร (สส.) อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งกำหนดให้ ‘วันเลือกตั้งล่วงหน้า’ เป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 อุณหภูมิทางการเมืองในปัจจุบันจึงเริ่มขยับสูงขึ้นอย่างเข้มข้น ทั้งพรรคการเมือง ผู้สมัคร และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต่างเข้าสู่ช่วงเตรียมพร้อมก่อนวันตัดสินอนาคตของตนเอง

ในสมรภูมิการเลือกตั้งระดับประเทศ ภาคตะวันออกถูกจัดวางอยู่ในฐานะภูมิภาคที่มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งขนาดกลาง แต่มีความหลากหลายของฐานเสียงสูง ความแตกต่างภายในภูมิภาคที่ประกอบไปด้วยเขตเมือง เขตอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ทำให้ภูมิภาคนี้มีคุณลักษณะทางการเมืองที่ซับซ้อน และเป็นพื้นที่ที่ผลการเลือกตั้งไม่อาจคาดเดาได้จากภาพรวมเพียงมิติเดียว

ภายใต้บริบทดังกล่าว การฉายภาพโครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก 8 จังหวัด ผ่านมิติของ Generation จึงเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการมองเห็นภาพรวมของฐานเสียงในภูมิภาคและวิธีที่แต่ละช่วงวัยจะเข้ามามีส่วนกำหนดทิศทางอนาคตของภาคตะวันออก

ข้อมูลจากการสำรวจของ Burapunch (สามารถดูได้ที่นี่) เปิดเผยให้เห็นว่า ในการเลือกตั้งปี 2569 ภาคตะวันออก 8 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี สระแก้ว และนครนายก มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 4,186,950 คน จากประชากรทั้งหมด 5,171,915 คน หรือคิดเป็น 80.96% ของประชากรในภูมิภาค

เมื่อขยับออกมามองในระดับประเทศ จะพบว่าภาคตะวันออกมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งคิดเป็นประมาณ 7.9% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ จากจำนวนรวม 53,057,570 คน แม้สัดส่วนดังกล่าวจะไม่ใช่กลุ่มเสียงขนาดใหญ่ที่สุดในเชิงปริมาณเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่ยังสะท้อนว่า ภาคตะวันออกเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มี ‘ฐานผู้มีสิทธิเลือกตั้ง’ ขนาดกลางที่ไม่อาจมองข้ามได้ในสมรภูมิการเลือกตั้งระดับประเทศ

ทั้งนี้ หากแบ่งจำนวนผู้มีสิทธิตาม Generation ต่างๆ โดยเรียงจำนวนประชากรในแต่ละ Generation จากมากสุดไปน้อยสุด จะพบว่าจาก 8 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วย

  • กลุ่ม Generation Y (อายุ 29–45 ปี) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,348,538 คน คิดเป็น 32.21% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก ถือเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดในโครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้งของภูมิภาค
  • กลุ่ม Generation X (อายุ 46–60 ปี) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,168,199 คน คิดเป็น 27.90% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก เป็นกลุ่มช่วงวัยที่ยังคงมีน้ำหนักสูงในเชิงการเมือง
  • ขณะที่กลุ่ม Baby Boomers (อายุ 61–79 ปี) มีจำนวน 787,708 คน คิดเป็น 18.81% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก สะท้อนบทบาทของผู้สูงวัยที่ยังคงมีนัยสำคัญต่อผลการเลือกตั้ง
  • ส่วนกลุ่ม Generation Z (อายุ 18–28 ปี) มีจำนวน 745,669 คน คิดเป็น 17.81% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก เป็นกลุ่มผู้มีสิทธิรุ่นใหม่ที่กำลังขยายตัวในโครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • สำหรับกลุ่ม อายุ 80 ปีขึ้นไป (Silent Generation) มีจำนวน 136,836 คน คิดเป็น 3.27% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก

หากเจาะลึกไปยังกลุ่ม Gen Z และนับเฉพาะ กลุ่ม First Voter (อายุ 18–19 ปี) จะพบว่าในกลุ่มดังกล่าว มีจำนวน 129,592 คน คิดเป็น 3.10% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก

อย่างไรก็ตาม EPIGRAM ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดของภาคตะวันออก เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระดับพื้นที่ และความแตกต่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพรวมของภูมิภาค

ตะวันออกเป็นพื้นที่คนรุ่นใหม่จริงมั้ย? เมื่อตัวเลขชี้ชัด ฐานเสียงจริงอยู่ที่กลุ่ม Gen Y ถึง Gen X

หากดูจากพื้นที่ทั้งหมด 8 จังหวัดจะพบว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นกลุ่ม Gen Z มีทั้งสิ้น 745,669 คน คิดเป็น 17.81% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งภาคตะวันออก และกลุ่ม First Voter มีทั้งสิ้น 129,592 คน คิดเป็น 3.10% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งภาคตะวันออก 

ในขณะที่ ‘กลุ่มวัยทำงาน’ Gen Y มีทั้งสิ้น 1,348,538 คน คิดเป็น 32.21% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งภาคตะวันออก และ Gen X มีทั้งสิ้น 1,168,199 คน คิดเป็น 27.90% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งภาคตะวันออก

เมื่อพิจารณาตัวเลขทั้งหมดร่วมกัน ภาพ ‘ตะวันออกพื้นที่คนรุ่นใหม่’ หากนิยามคนรุ่นใหม่ในความหมายเชิงอายุ จึงเริ่มเลือนลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะแม้ Gen Z และ First Voter จะถูกพูดถึงในฐานะพลังทางการเมืองหน้าใหม่ แต่ในเชิงโครงสร้างเสียงเลือกตั้งจริง กลุ่มช่วงอายุนี้ยังไม่ใช่ฐานเสียงหลักของภูมิภาค

ภาคตะวันออกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยคนวัยทำงานอย่างชัดเจน ทั้งในแง่จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและบทบาททางเศรษฐกิจ ตั้งแต่แรงงานอุตสาหกรรมในเขต EEC ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงานทักษะในเมือง เสียงของ Gen Y และ Gen X จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในเชิงจำนวนที่ ‘มากกว่า’ แต่อาจเป็นเสียงสำคัญที่กำหนดทิศทางนโยบายและอนาคตของภาคตะวันออกได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากนิยามความหมายของ ‘คนรุ่นใหม่’ คือกลุ่มคนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองในทิศทางใหม่ๆ การออกแบบนโยบายหรือการหาเสียงที่นำเสนออุดมการณ์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ หากไม่ควบคู่ไปกับนโยบายที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้อง ความมั่นคงในอาชีพ หนี้สิน ค่าครองชีพ ความเป็นธรรมทางด้านค่าแรงและชั่วโมงการทำงาน รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออก

กลุ่มคนวัยทำงานใน 2 จังหวัดอุตสาหกรรมภาคตะวันออก อาจเป็นผู้พลิกเกมการเลือกตั้งในปี 69

 

ส่วนพื้นที่ที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นกลุ่มคนวัยทำงานสูงสุด ได้แก่ ชลบุรี และ ระยอง จากข้อมูลเปิดเผยให้เห็นว่าใน ‘ชลบุรี’ กลุ่ม Gen Y มีทั้งสิ้น 442,220 คน คิดเป็น 34.14% ของจำนวนผู้มีสิทธิในจังหวัดชลบุรี ขณะที่ Gen X มีทั้งสิ้น 362,335  คน คิดเป็น 27.98% ของจำนวนผู้มีสิทธิในจังหวัดชลบุรี เมื่อรวมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกันจะพบว่าในชลบุรี ‘กลุ่มคนวัยทำงาน’ คิดเป็น 62.12% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัด 

ในส่วนของจังหวัด ‘ระยอง’ พบว่า  Gen Y มีทั้งสิ้น 218,492 คน คิดเป็น 35.10% ของจำนวนผู้มีสิทธิในจังหวัดระยอง ขณะที่ Gen X มีทั้งสิ้น 175,099 คน คิดเป็น 28.13% ของจำนวนผู้มีสิทธิในจังหวัดระยอง เมื่อรวมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกันจะพบว่าในระยอง ‘กลุ่มคนวัยทำงาน’ คิดเป็น 63.23% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัด 

ความน่าสนใจของกลุ่มคนวัยทำงานยิ่งปรากฏชัด เมื่อพิจารณาเฉพาะจังหวัดชลบุรีและระยอง จะพบว่า ‘เพียงแค่ 2 จังหวัดนี้’ มีจำนวนรวมกันมากถึง 1,198,146 คน คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 28.6% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งของภาคตะวันออก หรือคิดเป็น ‘เกือบ’ 1 ใน 3 ของทั้งภาคตะวันออก และหากเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรต่อ สส. 1 คน ตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ระบุจำนวนราษฎรเฉลี่ย 162,384 คนต่อ สส. 1 คน จะพบว่า กลุ่มคนวัยทำงานของทั้งสองจังหวัดดังกล่าวมีอำนาจในการกำหนด สส. มากถึง 7 คน จาก 31 คน

ข้อมูลดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนสัดส่วนเชิงประชากรเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นนัยทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า ทิศทางการแข่งขันเลือกตั้งในภาคตะวันออกสามารถถูกชี้ขาดได้ด้วยเสียงของคนกลุ่มวัยทำงานในจังหวัดอุตสาหกรรมเป็นหลัก ทั้งในมิติของนโยบายแรงงาน รายได้ ความมั่นคงในการทำงาน และคุณภาพชีวิตในเขตอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่กระทบต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มใหญ่ที่สุดของภูมิภาค การเมืองภาคตะวันออกจึงอาจไม่ใช่สนามของกระแสคนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นพื้นที่ที่ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องช่วงชิงความเชื่อมั่นจากคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นฐานเสียงที่มีน้ำหนักจริงและสามารถชี้ขาดผลการเลือกตั้งได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

‘นครนายก – จันทบุรี – ตราด’ เมือง ‘ผู้สูงวัย’ ในสมรภูมิการเลือกตั้ง

เมื่อพิจารณาจังหวัดนอกเขตอุตสาหกรรม จะพบว่าพื้นที่จังหวัดเกษตรกรรมอย่าง นครนายก  จันทบุรี และตราด เป็นกลุ่มจังหวัดที่มี ‘กลุ่มผู้สูงอายุ’ (อายุ 61 ปีขึ้นไป) สูงที่สุด เมื่อเทียบกับอีก 5 จังหวัดที่เหลือในภาคตะวันออก แม้ในภาพรวมประชากรวัยทำงาน (Gen X และ Gen Y) จะยังคงมีจำนวนมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุในทั้งสามจังหวัด แต่ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนของกลุ่มผู้สูงวัยในพื้นที่เหล่านี้มีน้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญ 

หากเรียงลำดับจังหวัดจากพื้นที่ที่มีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 61 ปีขึ้นไปมากที่สุดไปน้อยที่สุด โดยอ้างอิงจาก สัดส่วน (%) ภายในจังหวัดนั้นๆ เพื่อสะท้อนน้ำหนักของกลุ่มผู้สูงวัยในโครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนั้นๆ โดยไม่อ้างอิงจากจำนวนประชากรเป็นหลัก จะพบว่า

ใน ‘นครนายก’ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกลุ่ม Baby Boomers มีจำนวนทั้งสิ้น 49,315 คน คิดเป็น 23.07% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนครนายก และกลุ่ม Silent Gen มีจำนวนทั้งสิ้น 9,342 คน คิดเป็น 4.37% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดนครนายก เมื่อรวมทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน จะพบว่านครนายก มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อายุ 61 ปีขึ้นไป 58,657 คน หรือคิดเป็น 27.44% ซึ่งเป็นสัดส่วนของผู้สูงวัยที่สูงที่สุดในกลุ่ม 8 จังหวัดภาคตะวันออก

ส่วน ‘จันทบุรี’ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกลุ่ม Baby Boomers จำนวน 95,166 คน คิดเป็น 21.92% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดจันทบุรี และ Silent Gen จำนวน 17,136 คน คิดเป็น 3.95% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดจันทบุรี เมื่อรวมทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน จะพบว่าจันทบุรี มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ที่งอายุ 61 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 112,302 คน หรือคิดเป็น 25.87% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจันทบุรี

ขณะที่ ‘ตราด’ พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกลุ่ม Baby Boomers มีจำนวนทั้งสิ้น 38,407 คน คิดเป็น 21.66% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดตราด และกลุ่ม Silent Gen มีจำนวนทั้งสิ้น 7,459 คน คิดเป็น 4.21% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดตราด เมื่อรวมทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน จะพบว่าตราด มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ที่งอายุ 61 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 45,866 คน หรือคิดเป็น 25.87% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในตราด

เมื่อมองภาพรวมทั้งสามจังหวัด แม้ข้อมูลไม่ได้ชี้ว่าผู้สูงวัยเป็นกลุ่มประชากรหลักของพื้นที่ หากแต่สะท้อนว่า นครนายก จันทบุรี และตราด เป็นจังหวัดที่มี ‘แนวโน้มของผู้สูงวัย’ สูงกว่าจังหวัดอื่นในภูมิภาคเดียวกัน โครงสร้างเช่นนี้ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่อาจละเลยได้ แม้จะไม่ได้ครองเสียงข้างมากก็ตาม

นัยยะทางการเมืองที่ปรากฏชัดคือ การออกแบบนโยบายและการสื่อสารหาเสียงในพื้นที่เหล่านี้ไม่อาจมุ่งไปที่กลุ่มวัยทำงานหรือคนรุ่นใหม่เพียงด้านเดียว หากต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้สูงวัยควบคู่กัน ในฐานะจังหวัดที่โครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และผู้สูงวัยเริ่มมีบทบาทมากขึ้น

ภาพสะท้องของ นครนายก จันทบุรี และตราด  แม้อาจไม่ใช่ ‘จังหวัดของผู้สูงอายุ’ หากแต่เป็นจังหวัดที่โครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำให้เสียงของผู้สูงวัยปรากฏชัดในสนามการเมืองมากขึ้น และเป็นสัญญาณว่าการเมืองระดับพื้นที่ไม่อาจมองข้ามมิติของสังคมสูงวัยได้อีกต่อไป

มาน้อยแต่มานะ Gen Z แม้เสียงจะเกือบน้อยสุด แต่ก็ยังไม่สามารถมองข้ามได้ในสนามการเลือกตั้ง

แม้ในเชิงจำนวน กลุ่ม Gen Z ในภาคตะวันออกจะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 745,669 คน คิดเป็น 17.81% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งภูมิภาค และหากนับเฉพาะกลุ่ม First Voter (อายุ 18–19 ปี) จะมีเพียง 129,592 คน หรือ 3.10% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ยัง ‘ไม่สูงมากนัก’ เมื่อเทียบกับกลุ่มวัยทำงานหรือผู้สูงวัย แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเสียงของ Gen Z จะไร้นัยสำคัญในสนามเลือกตั้ง

เพราะหากวัดจากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกลุ่ม Gen Z จะพบว่า เสียงของกลุ่มนี้ยังมีอำนาจมากพอในการกำหนดจำนวน สส. ได้ราว 4 คน จากทั้งหมด 31 คน ซึ่งเพียงพอที่จะชี้เป็นชี้ตายผลการแข่งขันในหลายเขตเลือกตั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่คะแนนระหว่างผู้สมัครสูสีกันหรือมีช่องว่างไม่มากนัก ด้วยเหตุนี้ เสียงของ Gen Z จึงไม่ใช่เพียง ‘กลุ่มเล็ก’ ในเชิงสถิติ หากแต่เป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างผู้สมัครหรือพรรคการเมืองได้จริง หากการตัดสินใจลงคะแนนเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

บทบาทของ Gen Z ปรากฏชัดในฐานะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างสังคม ทั้งในแง่ระบบการศึกษาในยุคสมัยใหม่ การก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน การปรับตัวต่อเศรษฐกิจใหม่ และการรับรู้ปัญหาทางการเมืองผ่านประสบการณ์ร่วมสมัยที่แตกต่างจาก Gen ก่อนหน้า แม้จะยังไม่ใช่ฐานเสียงหลักในเชิงปริมาณ แต่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการกำหนดทิศทางการถกเถียงเชิงนโยบาย และมีบทบาทในการขยายกรอบประเด็นทางการเมืองให้กว้างขึ้น

ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีทั้งเขตอุตสาหกรรม เขตเมือง รวมไปถึงจังหวัดเกษตรกรรม เสียงของ Gen Z มักสะท้อนผ่านประเด็นโครงสร้างชีวิต เช่น ความมั่นคงในการทำงานแรกเริ่ม ค่าแรง การเข้าถึงสวัสดิการ โอกาสทางการศึกษา และโอกาสในการสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของตนเอง ตั้งแต่การมีที่อยู่อาศัยหลังแรก การเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ไปจนถึงการลงหลักปักฐานก่อนก้าวเข้าสู่วัยทำงานเต็มตัว ประเด็นเหล่านี้อาจไม่ได้ถูกแยกขาดจากคนวัยทำงานรุ่นพี่อย่าง Gen Y และ X หากแต่ซ้อนทับและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้น แม้ Gen Z จะเป็นกลุ่มที่ ‘มาน้อย’ ในเชิงจำนวน แต่ก็ไม่อาจถูกตัดออกจากสมการการเมืองของภาคตะวันออกได้ การมองข้ามเสียงของ Gen Z อาจไม่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งในทันที แต่สะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญกับฐานเสียงที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในอีกไม่กี่การเลือกตั้งข้างหน้า ท่ามกลางสมรภูมิที่โครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้งกำลังเปลี่ยนผ่าน เสียงของ Gen Z จึงยังคงเป็นตัวแปรที่พรรคการเมืองและผู้สมัครไม่อาจละเลยได้

สมรภูมิตะวันออก โจทย์หินของพรรคการเมือง ในการวางยุทธศาสตร์เมื่อฐานเสียงหลาย Generation ซ้อนทับกันในสนามเดียว

เมื่อประกอบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน โครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออกสะท้อนให้เห็นว่า การเมืองของภูมิภาคนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความแตกต่างของช่วงวัย พื้นที่ และบทบาททางเศรษฐกิจอย่างซับซ้อน ตั้งแต่จังหวัดอุตสาหกรรมที่เสียงของคนวัยทำงานมีสัดส่วนสูง ไปจนถึงจังหวัดเกษตรกรรมที่กลุ่มผู้สูงวัยเริ่มมีบทบาทเด่นขึ้น ภาคตะวันออกจึงไม่ใช่พื้นที่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอย่างชัดเจน หากแต่เป็นสนามที่หลาย Generation ซ้อนทับกันอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน

ข้อมูลเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนเชิงโครงสร้างประชากร หากแต่ตั้งคำถามโดยตรงต่อยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคและผู้สมัครว่า จะเลือก ‘พูดกับใคร’ และ ‘พูดเรื่องอะไร’ ในพื้นที่ที่ฐานเสียงไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน การกำหนดชะตาผู้แพ้ – ผู้ชนะในสนามเลือกตั้งภาคตะวันออกจึงไม่ใช่เพียงการช่วงชิงคะแนนจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็นการวางยุทธศาสตร์ให้แต่ละ Generation ถูกมองเห็นในฐานะฐานเสียงที่มีบทบาทแตกต่างกัน และถูกสื่อสารด้วยนโยบายที่สอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตของแต่ละช่วงวัย

ท้ายที่สุด การเลือกตั้งปี 2569 ในภาคตะวันออก อาจไม่ใช่การแข่งขันของพรรคหรือผู้สมัครเท่านั้น แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า ใครสามารถวางยุทธศาสตร์ได้แม่นยำกว่ากัน ท่ามกลางภูมิภาคที่โครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้งกำลังเปลี่ยนผ่าน และทุก Generation ต่างมีบทบาทในการกำหนดทิศทางอนาคตของพื้นที่นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


เขียนโดย วีรภัทร เหล่าเกิ้มหุ่ง

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR