หากพูดถึง ‘ปลาหมอคางดำ’ หลายๆ คนคงจะรับรู้ประเด็นปัญหาและความเดือดร้อนในการทำประมงจากการรายงานผ่านหน้าสื่อต่างๆ เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นประเด็นทางสังคม ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำนั้น ไม่เพียงแค่สร้างความเดือดร้อนต่อชาวประมงและการทำประมงพื้นบ้านแต่เพียงเท่านั้น แต่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาที่เป็นผลพวงจากเรื่องตามมาอีกหลายประการ
ในภาคตะวันออกเอง ก็พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำไปไม่น้อยกว่าภูมิภาคอื่นๆ อีกด้วย และนี่ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่ลากยาวมานานเกือบ 10 ปี
ชวนทุกคนติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมสำรวจประเด็นปัญหาการระบาดของ ‘ปลาหมอคางดำ’ ในพื้นที่ของภาคตะวันออกผ่านบทความนี้ไปพร้อมๆ กัน

ระบบนิเวศของ ‘ภาคตะวันออก’
“น้ำจืดจากต้นน้ำ ไหลเรื่อยลงมาเจือกับน้ำทะเล กลายเป็นน้ำกร่อยหรือน้ำเค็มแล้วแต่ความเข้มข้นของปริมาณน้ำเค็มและน้ำจืดที่ผสมกัน ณ บริเวณปากแม้น้ำฯ ซึ่งเป็นจุดที่เมื่อแม่น้ำได้มาพบกับทะเลและได้เกิดการสร้างสรรค์อาณาบริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำฯ มีลักษณะเป็น ‘ระบบนิเวศสามน้ำ’ ที่มีระบบน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย เป็นระบบนิเวศเฉพาะตัวที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชพรรณ สัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ จากทั้งทะเลและแม่น้ำมาพบกัน ใช้พื้นที่นิเวศนี้เป็นแหล่งอาหาร หลบภัย วางไข่ อนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำนานาชนิด ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และมีความสำคัญทั้งในทางนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจมากที่สุด…”
นี่คือข้อความตอนหนึ่งจากหนังสือ นาขาวัง สีผังเมือง และนัยทางนิเวศปากแม่น้ำบางปะกง ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกง หนึ่งในลุ่มน้ำสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นระบบนิเวศแบบ 3 น้ำ ซึ่งเป็นลักษณะระบบนิเวศพื้นฐานตามธรรมชาติของภาคตะวันออก กล่าวคือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ดังจะเห็นได้จากสภาพภูมิประเทศแบบ ‘ท้องทะเล ริมน้ำ ชายทุ่ง’ อันเป็นเอกลักษณ์ ส่งผลให้มี ‘ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ’ หรือทรัพยากรทางธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคและบริโภคได้มากมาย ซึ่งรวมไปถึงพันธ์ุปลาต่างๆ ที่มีอยู่อย่างหลากหลายสายพันธ์ุในพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับสายน้ำและท้องทะเล
แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ นอกจากจะถูกคุกคามจากนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรัฐแล้ว ยังกำลังถูกรบกวนด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘เอลียนสปีชีส์’ (Alien Species) หรือสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น ที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในพื้นที่นี้อีกด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการนำเข้ามาจากถิ่นอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศดั้งเดิมในพื้นที่ และสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่จะกล่าวถึงในทีนี้ คือ ‘ปลาหมอคางดำ’ ที่เป็นประเด็นร้อนแรงทางสังคม และทุกคนต่างให้ความสนใจในช่วงที่ผ่านมา

ทำความรู้จัก ‘ปลาหมอคางดำ’
จากการสืบค้นข้อมูล พบว่า ปลาหมอคางดํา หรือ ปลาหมอสีคางดํา (Blackchin tilapia) มีลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกับปลาหมอเทศ โดยเฉพาะในปลาระยะวัยอ่อน เมื่อโตเต็มวัยจะสังเกตได้ชัดขึ้น ปลาหมอคางดําจัดอยู่ในครอบครัว Cichlidae เช่นเดียวกับปลาหมอเทศ มีถิ่นกําเนิดในทวีปแอฟริกา พบแพร่กระจายตลอดแนวชายฝั่งจนถึงแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ แพร่กระจายในบริเวณชายฝั่งตลอดแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ เช่น ไนจีเรีย คาเมรูน เซเนกัล ไอวอรี่โคสต์ กินี ไลบีเรีย โตโก สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เบนิน แกมเบีย กินี บิสเซา สาธารณรัฐคองโกมอริเตเนีย กานา และเซียร์ราลีโอน เป็นต้น ปัจจุบันมีการนําเข้าพันธุ์ปลาหมอคางดําในหลายประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรป เอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทย มีรายงานการนําเข้ามาตั้งแต่ ปี 2553
ปลาหมอคางดํา ส่วนใหญ่พบอาศัยอยู่บริเวณปากแม่น้ำที่เป็นน้ำกร่อย ป่าชายเลน สามารถทนความเค็มได้สูงและทนต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มในช่วงกว้าง นอกจากนี้ยังพบปลาชนิดนี้ในพื้นที่น้ำจืด แม่น้ำและทะเลสาบน้ําจืด ในบริเวณที่มีกระแสน้ำไม่ไหลแรง จากการทดสอบเบื้องต้น พบว่าลูกปลาหมอสีคางดําขนาด 1.5 – 2.5 เซนติเมตร สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มฉับพลันจากน้ำจืด 0 ppt จนถึงความเค็ม 30 ppt และสามารถปรับตัวและเริ่มกินอาหารได้ใน 1 ชั่วโมง

‘ปลาหมอคางดำ’ เป็นที่พูดถึงได้อย่างไร?
‘ปลาหมอคางดำ’ กลายเป็นประเด็นทางสังคมจากการรายงานโดยสำนักข่าว ThaiPBS จากสกู๊ป ‘เช็กเส้นทาง…ย้อนจุดเริ่มต้น #ปลาหมอคางดำ‘ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2567 ระบุถึงเส้นทางของคลองทั้ง 3 สาย ที่มีจุดเชื่อมต่อกับศูนย์วิจัยสัตว์น้ำเค็ม ณ ต.ยี่สาร ของบริษัทแห่งหนึ่ง โดยมีข้อมูลดังนี้;
พื้นที่ส่วนใหญ่ในแถบนี้เป็นพื้นที่ธรรมชาติ มีนากุ้ง ฟาร์มเลี้ยงหอย บ่อปลากระพง และมีคลองสายหลัก 3 แห่ง เชื่อมพื้นที่นากุ้งและบ่อเลี้ยงปลาของเกษตรกร โดยคลองทั้ง 3 แห่ง มีจุดที่ผ่านศูนย์วิจัยสัตว์น้ำเค็มยี่สารของบริษัทแห่งหนึ่ง
“คลองสายแรก คือ “คลองดอนจั่น” ไหลผ่านบริเวณด้านหลังของบริษัทฯ มีการปรับปรุงพื้นที่เป็นโรงเรือน มีขนาดเล็กและขนาดกลาง คลองต่อมาเชื่อมต่อจากคลองดอนจั่น คือ “คลองหลวง” คลองสายนี้อยู่ใกล้กับโรงเรือนขนาดใหญ่ด้านข้างบริษัทฯ สามารถเชื่อมต่อไปที่ “คลองบางยาว” ซึ่งติดกับโรงเรือนขนาดเล็ก”
ก่อนที่ในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2567 BioThai (มูลนิธิชีววิถี) ได้เปิดเผยข้อมูลปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ผ่านวงเสวนาเรื่อง “หายนะสิ่งแวดล้อม กรณีปลาหมอคางดำ: การชดเชยเยียวยาความเสียหาย ฟื้นฟูระบบนิเวศและปฏิรูประบบความปลอดภัยทางชีวภาพ” ระบุว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำนั้น มีที่มาจาก บริษัท ซีพีเอฟ จำกัด จากการนำเข้าแต่เพียงบริษัทเดียว ทั้งนี้ ในรายงานของกรมประมงพบว่า การระบาดมีแหล่งที่มาร่วมกัน และไม่ได้มาจากการนำเข้าหลายครั้ง
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) และอดีตคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพระดับชาติ (NBC) กล่าวว่า ประชาชนต่างล้วนเชื่อสิ่งที่ CPF ให้ข้อมูลว่าปลา 2,000 ตัวตายทั้งหมดและถูกฝังกลบไว้ที่ฟาร์มยี่สารแล้ว แต่มีหลักฐานอื่นที่ชี้ชัดว่าการระบาดของปลาหมอคางดำอยู่ที่ฟาร์มนั้นอยู่แล้ว โดยการระบาดเริ่มต้นที่คลองดอนจั่น คลองหลวง คลองเจ๊ก คลองสมบูรณ์ คลองสะพานหัน คลองตามน และคลองผีหลอก ในเขตตำบลยี่สาร และตำบลแพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม ซึ่ง CPF เป็นผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเพียงรายเดียว ทั้งนี้ ในรายงานของกรมประมงพบว่า การระบาดมีแหล่งที่มาร่วมกัน และไม่ได้มาจากการนำเข้าหลายครั้ง
เลขาธิการมูลนิธิชีววิถีเปิดเผย และระบุว่า การจัดการกับการระบาดของปลาหมอคางดำ จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ตราบใดที่ไม่หาผู้รับผิดชอบ
“เราได้ข้อมูลมาว่า ปลาไม่ได้ตายเหมือนที่เป็นข่าว ฟาร์มที่เลี้ยงเป็นบ่อดิน และเพาะพันธุ์ต่อมาอีกหลายรุ่น โดยเอาไข่ไปฟักทุก 7 วัน ปลาหมอคางดำอยู่ในฟาร์มยี่สารมาโดยตลอด แม้ระบบน้ำในฟาร์มจะเป็นระบบปิด แต่ก็มีการสูบน้ำทิ้งออกนอกฟาร์ม ทำให้ปลาหลุดไปในคลองธรรมชาติ”

พื้นที่การแพร่ระบาดของ ‘ปลาหมอคางดำ’ ในภาคตะวันออก
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2567 บนเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศจากกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่การแพร่ระบาดปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ ซึ่งพบว่าเขตพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดในภาคตะวันออกนั้น ประกอบไปด้วย 5 จังหวัด ได้แก่;
1.จังหวัดจันทบุรี บริเวณ อำเภอนายายอาม และ อำเภอท่าใหม่
2.จังหวัดระยอง บริเวณอำเภอแกลง อำเภอเมืองระยอง และอำเภอบ้านฉาง
3.จังหวัดฉะเชิงเทรา บริเวณอำเภอบางคล้า อำเภอบางปะกง อำเภอบ้านโพธิ์ และอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
4.จังหวัดชลบุรี บริเวณอำเภอเมืองชลบุรี
5.จังหวัดปราจีนบุรี บริเวณอำเภอบ้านสร้าง
ซึ่งเรียกได้ว่าแทบจะพบเจอทั่วภาคตะวันออกไปแล้วนั่นเอง

เสียงสะท้อนจากผู้ประสบปัญหา ‘ปลาหมอคางดำ’ ในภาคตะวันออก
จากการลงพื้นที่โดยทีม EPIGRAM พบข้อมูลสำคัญจากการสัมภาษณ์ นายบุญธรรม รุจิวงศ์ ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านอนุรักษ์เนินฆ้อ ว่า การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ภาคตะวันออก อย่างจังหวัดระยองโดยเฉพาะแถบอำเภอแกลงนั้น มีที่มาที่ไปจากการประกอบกิจการธุรกิจฟาร์มเลี้ยงกุ้งที่มีชื่อว่า แสนสุขฟาร์ม ซึ่งบุญธรรมได้อธิบายต่อไปว่า เป็นการดำเนินกิจการโดยตระกูล ‘คุณปลื้ม’ ที่บริเวณ ต.เนินฆ้อ ก่อนที่ บริษัท ซีพีเอฟ จำกัด จะเข้ามาดำเนินกิจการต่อโดยนำ ‘ปลาหมอคางดำ’ เพื่อเข้ามากำจัดมูลจากกุ้งที่เลี้ยงไว้
ในช่วงเวลาต่อมา รัฐบาล คสช. ได้ดำเนินนโยบาย ‘ทวงคืนผืนป่า’ ในราวๆ ปี พ.ศ.2558 – 2559 ส่งผลให้พื้นที่บริเวณนั้น ถูกกรมป่าไม้เวนคืนให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ป่าโกงกาง และทำให้ปลาหมอคางดำที่เคยอยู่ในบ่อกุ้งร้าง เล็ดรอดออกสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ ทำให้ชาวประมงในแถบตำบลเนินฆ้อ เผชิญหน้ากับปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำมาก่อนแล้วไม่ต่ำกว่า 9 ปีเลยทีเดียว
โดยเบื้องต้นจะเห็นได้ว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำนั้น มีที่มาที่ไปจากการที่บริษัทที่มีการนำเข้าพันธุ์ปลา ไม่สามารถควบคุมให้พันธุ์ที่ตนเองนำเข้ามานั้น ให้อยู่แต่ในพื้นที่เพาะเลี้ยงภายในบริษัทได้ ส่งผลให้มีการเล็ดรอดออกไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติใกล้เคียง อีกทั้งยังมีการโยกย้ายพันธุ์ปลาไปยังพื้นที่แหล่งอื่นๆ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการะบาดมาก่อนอย่างภาคตะวันออก จนทำให้การแพร่ระบาดขยายวงกว้าง และเห็นผลชัดเจนที่สุดเมื่อผ่านเวลาและไม่มีสัตว์นักล่าในท้องน้ำชนิดไหนที่สามารถควบคุมจำนวนปลาต่างถิ่นชนิดนี้ได้
ทั้งหมดนี้ ยังไม่รวมถึงปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และสังคม ที่ส่งผลเชื่อมโยงต่อกันเป็นทอดๆ รวมถึงข้อมูลที่ถูกเปิดเผยต่อมาจากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสามารถติดตามข้อมูลปัญหาดังกล่าวได้ผ่านบทความพาร์ทต่อไป


