/

ทำนายสภาพอากาศด้วยการสังเกตธรรมชาติ : พาไปรู้จัก ศาสตร์ Phenology ที่ชาวสวนชาวไร่ตะวันออก ใช้ดูฝน-ฟ้า-อากาศ

“ฝนเอยทำไมจึงตก ฝนเอยทำไมจึงตก จำเป็นต้องตกก็เพราะว่ากบมันร้อง” ในวัยเด็กหลายๆ คนอาจจะเคยร้องเพลงนี้กันจนชิน ไปพร้อมๆ กับสงสัยว่าทำไมกบถึงร้อง แล้วคนแต่งเพลงรู้ได้ไงว่าฝนจะตก ถ้ากบมันร้อง?

 

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นการร้องเพลงไปเล่นๆ แต่มีศาสตร์เบื้องหลังที่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้เก็บข้อมูลและส่งต่อเป็นภูมิปัญญากันมาเรื่อยๆ ท่ามกลางการพยากรณ์อากาศที่อาศัยข้อมูลจากเครื่องมือวัดที่ทันสมัยและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ จนไปถึงเทคโนโลยี AI ที่มาช่วยให้การพยากรณ์มีหลักการอ้างอิงมากขึ้น

กลับมาที่ภาคตะวันออก ในฐานะที่เป็นภูมิภาคที่หลายพื้นที่เองก็ยังคงวิถีชีวิตเกษตรกรรม ทำสวน ปลูกข้าว ทำไร่ พื้นที่เหล่านี้เองยังคงพึ่งพิงการสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวเพื่อคาดการณ์สภาพอากาศอยู่ เช่น มงคล ละบุญเรือง กลุ่มข้าวสัมมาชีพ ที่จังหวัสระแก้ว ซึ่งอาศัยภูมิปัญญาการสังเกต ‘หนอนด้วงกว่าง’ ในการพยากรณ์อากาศล่วงหน้าว่าเดือนไหนฝนจะแล้ง เดือนไหนฝนจะตกสำหรับการทำนาข้าว หรือ สัญชัย โกสัลล์วัฒนา เกษตรกรชาวสวนทุเรียนจังหวัดจันทบุรีที่เล่าว่าเขาใช้การสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่าง “การดูมดขนไข่ ดูแมงมุมทำหยากไย่แนวตั้งแนวนอน ดูจั๊กจั่นลอกคราบ มะม่วงออกช่อหรือเปล่าเพื่อทายว่าฝนจะตก”

ศาสตร์การสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวดังกล่าวเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของอุตุนิยมวิทยา ที่เรียกว่า ฟีโนโลยี (Phenology) หรือ ชีพลักษณ์ ที่เป็นการสังเกตและศึกษารูปแบบเหตุการณ์ทางชีววิทยาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ ของวัฏจักรชีวิต เช่น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพืชและสัตว์จากการได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ ทั้งสภาพอากาศตามฤดูกาล การเปลี่ยนแปลงระหว่างปี ปรากฎการณ์ต่างๆ และสภาพแวดล้อม (เช่น ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล) ซึ่งในแต่ละภูมิภาคของไทย หรือแต่ละประเทศเองก็จะมีภูมิปัญญาเหล่านี้อยู่ทั่วไปด้วยเช่นกัน โดยใช้พืชเฉพาะถิ่นบางอย่าง หรือสัตว์เฉพาะถิ่นช่วยเป็นนักพยากรณ์อากาศด้วย

ปัจจุบันการพยากรณ์อากาศโดยการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบตัวมักจะนำมาใช้ร่วมกับข้อมูลพยากรณ์อากาศสมัยใหม่เพื่อช่วยให้เกษตรกรรับมือกับสภาพอากาศได้ดีขึ้น ในวันที่อากาศเริ่มแปรปรวนทุกวัน ซึ่งวิธีการใช้ฟีโนโลยี ยังทำให้เราได้ลองช่างสังเกต พร้อมกับเชื่อมโยงไปกับธรรมชาติกันอีกครั้ง

แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่คนสวน คนทำเกษตรที่ใช้ศาสตร์นี้ได้อย่างเดียว แต่คนอื่นๆ ก็หยิบไปใช้ได้เหมือนกัน แถมยังสนุกอีกด้วย

ไปลองดูกันว่าจะมีวิธีสังเกตอะไรบ้าง หรือใครมีวิธีการอื่นๆ น่าสนใจแวะมาเล่าให้เราฟังหน่อยนะ

ถ้าเจอปรากฏการณ์เหล่านี้อาจพยากรณ์ได้ว่าฝนจะตก

เชื่อว่าเวลาที่เราเดาๆ ว่าฝนตะตก อาจจะลองดูว่าสภาพอากาศตอนนั้นร้อนผิดปกติ และพาให้ตัวเหนียวเหนอะหนะรึเปล่า หรือใครที่โตมากับบ้านสวน ทุ่งนา ก็อาจจะเคยจำได้ว่าเวลากบร้อง แปลว่าฝนจะตก แต่การทำนายว่าฝนจะตกไหม ยังมีอีกหลายวิธีให้ลองสังเกตเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • แมลงเม่าบินเข้าบ้าน เท่ากับฝนจะตก 

แมลงเม่าบินเข้าบ้านหรือแมลงเม่าบินรอบไฟเป็นปรากฎการณ์ที่พบได้บ่อยครั้งในบ้านคนไทย และน่าจะเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยดีกับปรากฏการณ์นี้

ในทางวิทยาศาสตร์มีการอธิบายเหตุผลที่แมลงเม่าพุ่งเข้าหาแสงไฟอยู่ตลอดเวลาว่าเกิดจาก พฤติกรรมเคลื่อนที่เข้าหาแสง (Positively Phototactic) ของแมลงกลางคืน (Nocturnal) อย่างสำนวน ‘แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ’ ที่หมายถึง การลุ่มหลงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หลงผิดเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยจนทำให้ตนเองได้รับอันตรายก็เหมือนกัน เพราะตามสัญชาตญาณปกติแมลงพวกนี้เคลื่อนที่โดยใช้ประโยชน์จากแสงของดวงจันทร์ แต่ปัจจุบันมีแหล่งกำเนิดแสงอื่นมากมายในเวลากลางคืน แสงเหล่านั้นทำให้พฤติกรรมหรือสัญชาติญาณทางธรรมชาติของแมลงผิดเพี้ยนไป

หรือบางทฤษฎีก็เล่าว่า แมลงเม่าซึ่งคือตัวเต็มวัยของปลวกจะออกจากรังและบินเข้าหาไฟในช่วงเวลาผสมพันธุ์ เมื่อจับคู่ผสมพันธุ์เสร็จแล้วก็จะสลัดปีก แล้วมุดเข้าไปวางไข่ตามที่ต่างๆ ซึ่งในหลายๆ ครั้งแมลงเม่าบินเข้าบ้านก็มักจะเกิดในช่วงที่มีฝนตก จนเป็นคำบอกกล่าว คาดการณ์สภาพอากาศต่อกันมาว่า  ซึ่งวัฒนา ศักดิ์ชูวงษ์ นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) อธิบายไว้ว่า จริงๆ แล้วแมลงเม่าบินเข้าบ้านในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงของอากาศ เช่น จากฤดูฝนไปฤดูร้อน หรือ พื้นที่ที่มีความชื้นมากๆ หรือความกดอากาศเปลี่ยนไป ซึ่งสภาวะแบบนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงว่าฝนจะตก เป็นที่มาของการคาดการณ์สภาพอากาศว่า ถ้าแมลงเม่าบินเข้าบ้านหมายความว่าฝนจะตกในที่สุด

  • มดขนไข่ขึ้นที่สูง หมายความว่า ฝนจะตก

‘มดขนไข่ คนขนของ’ ไม่ใช่วลีที่กล่าวเล่นๆ หลายครั้งก่อนที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ สิ่งมีชีวิตจิ๋วที่เอาตัวรอดได้ก่อนใคร แล้วช่วยให้มนุษย์รอดไปด้วยก็คือ เจ้ามดแสนขยันนั่นเอง 

ภาพชินตาก่อนที่จะเกิดฝนตกหนักจนน้ำท่วม คือ ขบวนขนไข่ยาวเหยียดของมดที่สามารถรับรู้ถึงความชื้นในอากาศและการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในดินได้ดีกว่ามนุษย์ผ่านขนหนวดที่ประกอบด้วยเซลล์นับพันเซลล์ ซึ่งไม่เพียงแค่รับรู้ความชื้นได้แต่ยังรับรู้การเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลกได้ด้วย  

ซึ่งก่อนฝนตกมักจะมีอากาศชื้นมดจะรับรู้ถึงความชื้นได้แล้วเริ่มกลไกปกป้องตัวเองและลูกหลานของพวกมันโดยการอพยพ นอกจากการขนไข่ของมดที่เตือนว่าจะมีฝนตกหนักน้ำท่วมแล้ว พฤติกรรมต่างๆ ของมดที่แปลกไปจากเดิมก็สามารถบอกเหตุอย่างอื่นได้ด้วย 

เช่น ในฤดูแล้งหากเห็นหมดอพยพขึ้นที่สูงหรือไต่พดานแสดงว่า พื้นดินบริเวณนั้นร้อนและแห้งแล้ง ซึ่งจากทักษะการเอาตัวรอดระดับสูงของมด หลายครั้งนักเดินป่าจึงเลือกเดินตามการอพยพของมดไปเนื่องจากในทิศทางตรงข้ามอาจกำลังมีไฟป่า

หรือถ้าหากอยู่ๆ มดแตกฮือ หรือแตกรังโดยไม่มีเหตุการณ์ทางธรรมชาติอื่นๆ อาจหมายความว่ามีแผ่นดินไหว เพราะมดอาศัยอยู่ใต้พื้นดินจะมีสัญชาติญาณรับรู้เรื่องราวต่างๆ ในดินมากกว่ามนุษย์ เป็นต้น

 

  • ปลาขึ้นมาฮุบอากาศเหนือผิวน้ำบ่อย แสดงว่าฝนกำลังจะตก

การที่ปลาขึ้นมาฮุบอากาศเหนือผิวน้ำบ่อยไม่ได้สื่อว่า ฝนกำลังจะตกโดยตรง แต่สัมพันธ์กับการที่ออกซิเจนในน้ำที่ลดลง โดยการที่ออกซิเจนในน้ำลดลงเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุผล หนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

เช่น ช่วงเวลาก่อนที่ฝนจะตก อุณหภูมิและความชื้นมีการเปลี่ยนแปลง ความกดอากาศมักจะต่ำลงทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลงเพราะ แรงดันอากาศที่กดออกซิเจนในน้ำให้ละลายลดลง ปลาต้องขึ้นมาหายใจเอาออกซิเจนที่ผิวน้ำบ่อยขึ้น โดยเฉพาะปลาที่อาศัยในแหล่งน้ำปิด เช่น บ่อน้ำหรือหนองน้ำ ซึ่งอาจขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำเพื่อรับออกซิเจนโดยตรง

โดยรวมแล้วการที่ปลาขึ้นมาผิวน้ำบ่อย ๆ จึงเป็นสัญญาณว่ามี ความกดอากาศต่ำและออกซิเจนในน้ำลดลง ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนที่ฝนจะตก ตรงตามหลักอุตุนิยมวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการก่อตัวของเมฆฝนและพายุฝนฟ้าคะนอง ที่ว่าก่อนฝนตก ความกดอากาศจะต่ำจากการที่อากาศร้อนลอยตัวขึ้นและเกิดช่องว่างก่อนจะดึงอากาศจากบริเวณรอบๆ เข้ามาแทนที่

อย่างไรก็ตาม ปลาขึ้นผิวน้ำอาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น มลพิษ น้ำเสีย หรืออุณหภูมิที่สูงเกินไปได้เช่นกัน

  • การทำใยของแมงมุมบอกได้ว่าฝนจะตก (หรืออากาศจะดี)

จากประสบการณ์ทำสวนทุเรียนมาหลายสิบปีของสัญชัย โกสัลล์วัฒนา และการสังเกตฟีโนโลยีของเอกสิทธิ์ ช่างเหล็ก นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมอุตินิยมวิทยาพบว่า  ถ้าแมงมุมทำใยแนวดิ่ง (ใยตั้งชันขึ้นไป) หมายถึง อากาศอาจเปลี่ยนแปลงหรือฝนอาจตกเพราะว่าใยแนวดิ่งช่วยให้แมงมุมจับเหยื่อได้ดีขึ้นโดยเฉพาะในสภาพอากาศชื้น แม้แมงมุมจะไม่มีจมูก ไม่มีหู แต่แมงมุมสัมผัสการสั่นสะเทือนและเสียงผ่านขนเล็กๆ ที่ปกคลุมร่างกายที่เรียกว่า ขนรับความรู้สึก (sensory hairs) ได้ 

แต่ถ้าแมงมุมทำใยแนวราบ (ใยขนานกับพื้น) หมายถึง อากาศจะดีหรือไม่มีฝนในช่วงนี้ เพราะแมงมุมจะทำใยแนวราบในช่วงที่อากาศนิ่ง ลมไม่แรง ไม่มีพายุฝนมาทำลายใย ความชื้นไม่สูง ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับดักจับเหยื่อ

ซึ่งขนชนิดนี้เองช่วยให้แมงมุงสามารถตรวจจับแรงสั่นสะเทือนจากอากาศและพื้นดินได้ เช่น หากแรงลมหรือความกดอากาศเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่บ่งบอกว่าพายุฝนกำลังจะมา แมงมุมจะหลีกเลี่ยงการสร้างใยที่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย นอกจากนั้นแมงมุมสามารถรับรู้ได้ว่าก่อนฝนตก จากอากาศที่มักมีความชื้นและมีไฟฟ้าสถิตเพิ่มขึ้นผ่านขนบนขาและตัวของพวกมัน

 

  • สีของปล้องตัวด้วงบอกได้ว่าฝนจะตกชุกหรือจะแล้ง

คำบอกเล่าจากบรรพบุรุษของ มงคล ละบุญเรือง กลุ่มข้าวสัมมาชีพ บอกต่อกันมาว่า มีหนอนด้วงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า หนอนด้วงกว่าง อาศัยอยู่กับธรรมชาติ กินใบพืช วางไข่และฟักตัวในดินที่อุดมสมบูรณ์ก่อนจะกลายเป็นดักแด้และโตเต็มวัย หนอนด้วงชนิดนี้จึงสามารถสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิ ความชื้นต่างๆ ในดินได้อย่างรวดเร็ว

โดยถ้าปล้องของหนอนด้วงมีสีดำเยอะ หมายความว่าเดือนนั้นฝนจะตกชุก ส่วนถ้าช่วงไหนที่ปล้องของด้วงอ่อนหรือมีสีขาวมากแสดงว่าฝนจะน้อยหรือแล้ง ซึ่งเขาสันนิษฐานผ่านการสังเกตว่า สีปล้องของด้วงสามารถปรับสีให้เข้มขึ้นหรืออ่อนลงได้ตามความชื้นในดิน

ดังนั้นก่อนช่วงเวลาฝนตกซึ่งมีความชื้นสูง ปล้องของด้วงจึงมักมีสีเข้มขึ้นเพื่อดูดซับความร้อน ในขณะที่เมื่อมีอากาศร้อนและแล้ง ปล้องของด้วงก็จะสีอ่อนลงเพื่อสะท้อนแสงและลดการดูดซับความร้อน

ซึ่งนอกจากนั้นในภาคอีสานของประเทศไทย ก็มีการสังเกตตัวด้วงโก๊ (ตัวหนอนของแมงอีนูน)  ด้วย ว่าถ้าตัวด้วงโก๊มีสีดำตั้งแต่หัวจรดหางก็แสดงว่าปีนี้ฟ้าฝน  น้ำท่า จะอุดมสมบูรณ์ดี

ถ้าเจอปรากฏการณ์เหล่านี้อาจพยากรณ์ได้ว่าฤดูกาลกำลังจะเปลี่ยน

ถ้าเป็นแถบอากาศหนาว หลายคนก็อาจจะคุ้นภาพกับหมีจำศีลที่บอกเราว่ากำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาวกันแล้ว แต่ในประเทศอากาศเขตร้อนอย่างบ้านเราก็ไม่น้อยหน้า เพราะเรามี กบจำศีล ที่เป็นตัวคอยบอกว่าเรากำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว หรือฤดูแล้งแล้วนั่นเอง ซึ่งเวลากบจำศีลก็อาจจะสังเกตได้ว่าเสียงของกบที่เคบเซ็งแซ่ไปทั่วในช่วงฤดูฝน อยู่ๆ ก็ค่อยๆ เงียบลง นี่เป็นวิธีหนึ่งในการบอกว่าฤดูกาลกำลังจะเปลี่ยนผ่านไปอีกครั้ง ซึ่งไม่ได้มีแค่เจ้ากบเท่านั้น แต่ยังมีวิธีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนสีของใบไม้ หรือการผลัดใบของต้นไม้บางชนิด เช่นต้นไผ่ หรือต้นมะขาม ก็สามาถบอกการเปลี่ยนแปลงของฤดูได้เช่นเดียวกันด้วย

  • ต้นสาบเสือในสวนออกดอก หมายความว่าจะเข้าฤดูหนาว (แล้ง)

ถ้าใครเคยเดินเล่นในสวน หรือตามหัวไร่ปลายนา อาจเคยสังเกตเห็นวัชพืชต้นสีเขียว ใบแฉกที่มีดอกสีม่วงอ่อนฟูๆ น่ารัก วัชพีชชนิดนั้นคือ ต้นสาบเสือ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสมุนไพรอย่างหนึ่งที่หาง่ายและพบได้ทั่วไปใบของต้นสาบเสียมีสรรพคุณเป็นยาสมานแผล

ว่ากันว่าสาบเสือเป็นดรรชนีชี้วัดอุณหภูมิความแห้งแล้งของอากาศได้ เพราะหากอากาศไม่แล้งต้นสาบเสือก็จะไม่ออกดอก เนื่องจากต้นสาบเสือเติบโตในช่วงฝนตก และออกดอกเมื่อปริมาณน้ำลดลง โดยเมล็ดของต้นสาบเสือมีขนฟูที่ช่วยให้ปลิวไปตามลมเหมาะสมสำหรับการแพร่กระจายในช่วงที่มีลมแรงในฤดูหนาว

ต้นสาบเสือสามารถรับรู้เมื่ออุณหภูมิ ปริมาณฝน ความชื้นในดินและอากาศลดลง ดอกสาบเสือจึงจะเริ่มออกดอกเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถขยายพันธุ์ก่อนที่ความแห้งแล้งจะทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นใหม่อีกต่อไป

  • ใบข่อยหดตัวและม้วนงอ แสดงว่าจะเข้าฤดูหนาว (แล้ง) 

ต้นข่อยเป็นไม้ยืนต้นที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่แห้งแล้ง จนได้ชื่อว่าเป็นพืชที่ทนแล้ง ซึ่งพืชที่สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้มักมีกลไกการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศให้สามารถอยู่รอดได้ในสภาวะที่ขาดน้ำ การหดตัวของใบนับเป็นกลไกหนึ่งในการรักษาความชื้นภายในต้น

นอกจากนั้นต้นข่อยยังตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความชื้นได้เร็ว คือ เมื่อปริมาณน้ำฝนเริ่มลดลงและอากาศเริ่มแห้ง ต้นข่อยที่รับรู้การเปลี่ยนแปลงนี้ก็จะตอบสนองด้วยการหดตัวของใบเพื่อลดการสูญเสียน้ำจากปากใบ (stomata) ซึ่งเป็นช่องทางสำหรับการแลกเปลี่ยนก๊าซและการคายน้ำ การหดตัวและม้วนงอของใบข่อยจึงกลายเป็นหนึ่งในสัญญาณที่เตือนการเข้าสู่ฤดูแล้งแบบบ้านๆ ภายในสวน

  • ปูนาอพยพย้ายถิ่นสู่ที่ลุ่มและทำรูอาศัย แสดงว่าฝนจะหมด

พฤติกรรมปกติของปูนาคือ ปูนาชอบขุดรูอาศัยอยู่ตามทุ่งนา คันนา บริเวณชายคลอง คันคู และคันคลองต่าง ๆ โดยมีแหล่งอาหารและน้ำเป็นปัจจัยหลัก ในช่วงฤดูฝนปูจะออกจากรูเพื่อหาอาหาร ตามแหล่งน้ำและผสมพันธุ์ แต่เมื่อใกล้หมดฤดูฝน ระดับน้ำเริ่มลดลง ดินเริ่มแห้งขึ้น ปูนาที่รับรู้สภาพแวดล้อมได้ดีก็จะอพยพไปยังที่ที่มีความชื้นเพียงพอ ซึ่งอาจหมายถึงที่ลุ่มที่เป็นบริเวณพื้นที่ที่มีระดับต่ำกว่าบริเวณอื่นโดยรอบ มักเป็นจุดที่น้ำไหลมารวมกันและขุดรูเพื่อจำศีลหรือหาที่อยู่ที่ปลอดภัยกว่าก่อนฤดูแล้งจะมาถึง

คนสมัยก่อนที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมสัตว์และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เมื่อพบว่าปูนาเริ่มขุดรูในที่ลุ่มมากขึ้น หรือขุดรูลึกมากขึ้น เพื่อกักเก็บความชื้นได้ดีมักหมายความว่า หน้าฝนกำลังจะหมดไป และฤดูแล้งกำลังมา

ในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคมซึ่งอากาศเย็นและมีอาหารจำกัด ปูนาจะรูจำศีล ในช่วงนี้ปูนาจะไม่กินอาหารและไม่เคลื่อนไหวถ้าไม่จำเป็นเพื่อประหยัดพลังงาน และจะขึ้นจากรูออกมาหากินอีกครั้งหนึ่งเมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ วัชพืชต่าง ๆ งอกงาม และจะเริ่มผสมพันธุ์อีกครั้งหนึ่งในช่วงต้นฤดูฝน

  • เสียงจั๊กจั่นและการลอกคราบที่หมายถึง ฤดูร้อน

เสียงจั๊กจั่นเหมือนเสียงเพลงขับกล่อมจากสวน ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีเรามักได้ยินเสียงร้องจากนักประสานเสียงแห่งพงไพรในช่วงต้นฤดูร้อน ซึ่งเหตุที่เป็นเช่นนั้น

ต้องเล่าย้อนกลับไปที่วงจรชีวิตของจั๊กจั่น ตัวอ่อนของจักจั่นจะอยู่ใต้ดินนาน 4-6 ปี หรือบางชนิดอาจอยู่ได้นานถึง 17 ปี ซึ่งเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิในพื้นดินจะสูงขึ้น  ตัวอ่อนจักจั่นก็จะโผล่ขึ้นมาเกาะตามลำต้นของต้นไม้เพื่อลอกคราบก่อนที่จะกลายเป็นจั๊กจั่นตัวเต็มวัย แล้วตัวผู้ก็จะเริ่มสร้างเสียงร้องจากการคลายตัว-หดตัวของกล้ามเนื้อส่วนท้อง สลับกันจนเกิดเสียงอันเป็นเอกลักษณ์

การส่งเสียงนี้เป็นการเรียกร้องความสนใจจากตัวเมีย นำมาซึ่งฤดูกาลผสมพันธุ์ของจักจั่น หลังจากนั้นไม่นานตัวเมียก็จะวางไข่ตามเปลือกไม้แล้วก็จะหมดอายุขัย รวมๆ แล้วตัวเต็มวัยจะมีอายุ 2-4 เดือน

เสียงร้องของจั๊กจั่นจึงกลายเป็นหนึ่งในสัญญาลักษณ์ของการต้อนรับเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ

ถ้าเจอปรากฏการณ์เหล่านี้อาจพยากรณ์ได้ว่าอาจจะเกิดภัยพิบัติ

นอกจากจะช่วยพยากรณ์ฤดูกาลและปรากฏการณ์ทั่วๆ ไปแล้ว เหล่าสรรพสัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็ยังสามารถทำนายภัยพิบัติหรืออากาศที่แปรปรวนได้ด้วย ที่เราอาจคุ้นเคยอาจจะเป็นการสังเกตว่านกบินกลับรังเร็วกว่าปกติ ที่คนโบราณเคยสังเกตว่านกที่กลับรังเร็วอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลหรือสภาพอากาศในไม่ช้า ซึ่งนอกจากนกบินกลับรัง ก็ยังมีวิธีการสังเกตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • ไส้เดือนขึ้นมาบนพื้นดิน หมายถึง น้ำกำลังจะท่วม 

ไส้เดือน หรือ รถพรวนดินธรรมชาติ ไส้เดือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ย่อยอินทรียวัตถุในดิน การเคลื่อนที่ในดินของไส้เดือนทำให้ดินมีช่องว่างเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจน ไส้เดือนเป็นสัตว์เลือดเย็น ไม่มีตา หู จมูก และฟัน แต่ใช้ต่อมรับรู้ใต้ผิวหนังในการหายใจ ฟังเสียงและสัมผัสทั้งหมด ตามปกติไส้เดือนมักอาศัยอยู่ในดินและสามารถรับรู้ความชุ่มชื้นของดินได้ผ่านผิวหนังจึงมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิตามธรรมชาติ และไวต่อปริมาณน้ำในดิน ทำให้ความสามารถในการรับรู้ความชุ่มชื้นของดินจึงเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนที่ หรือการอพยพของไส้เดือน

ศาสตราจารย์ ดร.อานัฐ ตันโช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญไส้เดือนอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย อธิบายไว้ในรายงานของไทยรัฐออนไลน์ ว่า ปรากฏการณ์ไส้เดือนอพยพ

โดยในกรณีที่ดินมีความชื้นมากจนเกินไป ก็จะอพยพไปหาที่แห้งเพราะไส้เดือนไม่อยู่ในพื้นที่แฉะ ซึ่งการอพยพขึ้นมาบนดินของไส้เดือนอาจจะสามารถเตือนว่า น้ำกำลังจะท่วมได้

หรือในบางครั้ง ก็อาจจะเห็นในช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูฝนเข้าฤดูหนาว เนื่องจากใต้ดินเริ่มแห้งและขาดน้ำ แต่ไส้เดือนต้องการความชื้นในการช่วยหายใจ และเป็นเซ็นเซอร์รับแสง รับเสียงจึงจะพากันอพยพไปหาที่ที่มีความชื้นมากกว่า

 

  • นกกระจาบทำรังผิดทิศ หมายความว่า อากาศอาจแปรปรวนและทิศที่นกกระจาบไม่ทำรังปีนั้นจะมีลมแรง

นกกระจาบผู้ได้ชื่อว่าเป็น ‘สถาปนิกยอกนักรัก’ เพราะ รังที่นกกระจาบตัวผู้สร้างเพื่อดึงดูดตัวเมียถูกยกย่องว่าเป็นรังนกที่ประณีตที่สุดในเขตร้อน แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากรังของนกกระจาบที่พิเศษมากๆ แล้ว การเลือกทำเลทำรังของนกกระจาบตามสัญชาตญาณสัตว์ที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดก็สามารถนำมาคาดเดาสภาพอากาศได้เช่นกัน

เพราะ ตามปกตินกกระจาบมักจะเลือกเอาต้นไม้ใหญ่ ซึ่งมักจะอยู่ใกล้แหล่งน้ำเป็นที่สร้างรัง และจะสร้างรังรวมกันเป็นกลุ่ม โดยจะเลือกสร้างรังทางด้านทิศตะวันออกเพื่อรับแดดยามเช้า เพื่อให้ภายในรังแห้งเร็วขึ้นถ้าตอนกลางคืนมีความชื้นสูง และเพื่อไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินไปในตอนบ่าย เพราะอุณหภูมิสูงจะเป็นอันตรายต่อไข่ได้

หรือเลือกสร้างรังในทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อหลีกเลี่ยงลมมรสุมหลักที่จะพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน ซึ่งตามความเชื่อของคนไทยบางพื้นที่เชื่อว่าทิศที่นกกระจาบสร้างรังสามารถบอกแนวโน้มของฤดูกาลหรือสภาพอากาศในปีนั้นได้ เช่น หากนกสร้างรังผิดทิศ อาจหมายถึงปีนั้นอาจมีสภาพอากาศแปรปรวน

  • แมลงศัตรูพืชระบาดมากผิดปกติเท่ากับปีนั้นอากาศจะร้อน และฝนอาจมาช้า

จากประสบการณ์การทำสวนมะม่วงในมาบตาพุดมาหลายสิบปีของลุงน้อย พบว่า การสังเกตแมลงศัตรูพืชก็อาจช่วยในการคาดการณ์สภาพอากาศได้เช่นกัน โดยแมลงวันทอง หรือ แมลงวันผลไม้ เป็นชื่อที่เกษตรกรชาวสวนไม้ผลรู้จักกันดี เพราะแมลงวันชนิดนี้ทำความเสียหายให้กับผลไม้หลายชนิด 

และจากการสู้รบปรบมือกับศัตรูพืชชนิดนี้มาหลายครั้ง ลุงน้อยสังเกตว่า ปีไหนที่อากาศร้อนมากกว่าปกติและฝนมาช้า แมลงวันทองในสวนของลุงน้อยก็จะระบาดมากเป็นพิเศษ ซึ่งเรื่องนี้สามารถอ้างอิงได้จากความที่แมลงเป็นสัตว์เลือดเย็น อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมจึงมีผลโดยตรงต่อการดำรงชีวิต พฤติกรรม และการเจริญเติบโตของแมลง ซึ่งรวมถึงแมลงวันทองด้วย

โดย ดร.แก้วภวิกา จิตธรรมมา อิกเนเชียส นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานกีฏวิทยาและจุลชีววิทยาป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กล่าวในรายงานของไทยพีบีเอสว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลต่อ วงจรชีวิตและ พฤติกรรมของแมลงโดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้แมลงส่วนใหญ่เจริญเติบโตเร็วขึ้น วางไข่ได้เร็วขึ้น และเพิ่มจำนวนรุ่นต่อปี ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.แก้วภวิกา ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า อากาศที่อบอุ่นขึ้นจากผลกระทบจากโลกร้อนช่วยให้แมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไฟ หนอน และตั๊กแตน แพร่ระบาดมากขึ้น

 

  • มะม่วงป่าออกช่อมากปีนั้นก็ทำนายได้ว่า น้ำจะเยอะ หรือมีพายุรุนแรง

เมื่อไม่นานมานี้หลายคนคงเหมือนภาพต้นมะม่วงที่ออกช่อเต็มต้นที่ถูกแชร์จนไวรัลไปทั่ว พร้อมกับการพูดถึงอย่างเป็นวงกว้างว่า “ต้นมะม่วงป่าออกช่อมาก โบราณท่านว่าไว้ ปีนี้น้ำจะเยอะ หรืออาจจะเกิดพายุรุนแรง” ตามความเชื่อในท้องถิ่น ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาออกมาชี้แจงว่า

“การออกช่อมากของมะม่วงในปีนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดพายุ ลมแรงในช่วงเดือนเมษายน”

แต่ถึงแม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกมาชี้แจงอย่างนั้น ก็ยังคงมีความเชื่อมโยงกันระหว่างการที่มะม่วงป่าออกช่อเยอะกับฝนจะตกหนักอยู่ ซึ่งอาจสามารถอธิบายได้จากการที่หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้มะม่วงออกดอกมากคือ อากาศหนาวเย็นมาก

ซึ่งถ้าอากาศหนาวเย็นจากอิทธิพลของปรากฎการณ์ลานีญาก็จะส่งผลให้ในปีนั้น ฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติตามไปด้วย

 

ภูมิปัญญาเหล่านี้ผ่านการพิสูจน์มาหลายชั่วอายุคนว่าสามารถช่วยเกษตรกรในหลายด้าน เช่น ช่วยวางแผนการให้น้ำและป้องกันน้ำท่วมสวน ช่วยให้คาดการณ์การเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนฝนตก และช่วยวางแผนป้องกันลมพายุและศัตรูพืชล่วงหน้า แม้ว่าจะไม่มีความแม่นยำ 100% แต่การสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวตามโฟโนโลยีก็สามารถเมื่อนำมาใช้ร่วมกับข้อมูลพยากรณ์อากาศสมัยใหม่ และจะช่วยให้เกษตรกรรับมือกับสภาพอากาศได้ดีขึ้น

โดยจากการสอบถามเอกสิทธิ์ ช่างเหล็ก นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมอุตินิยมวิทยา และเกษตรกรชาวสวนส่วนใหญ่พบว่า การคาดการณ์สภาพอากาศโดยใช้พฤติกรรมของสัตว์หรือพืชมีความแม่นยำและเหมาะสมสำหรับใช้พยากรณ์ในระยะเวลาๆสั้น (1-3 วัน) เท่านั้น ส่วนในการ พยากรณ์ระยะกลาง (1สัปดาห์) พบว่าแม่นยำไม่เพียงพอและควรใช้ร่วมกับข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ความแม่นยำลดลงมาจากหลายปัจจัยเช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มลพิษทางอากาศ หรือการที่ธรรมชาติถูกทำลายไปมากจนโลกขาดความสมดุลส่งผลให้สัตว์และพืชปรับตัวไม่ทัน พฤติกรรมของสัตว์และพืชจึงอาจเปลี่ยนไปจากเดิม  

 

สุดท้ายแม้ปัจจุบันการสังเกตและจดบันทึกฟีโนโลยีจะไม่มีบทบาทมากนั้นในการพยากรณ์สภาพอากาศ แต่การสังเกตฟีโนโลยีก็ยังคงมีความสำคัญสำหรับใช้สังเกตหรือเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีการเกิดภัยพิบัติต่างๆ เช่น สามารถสังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติรุนแรงของสัตว์ต่างๆ เพื่อเตือนภัยการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือคลื่นสึนามิได้ 

 


อ้างอิง 
ข้อมูลจากการสอบถาม เอกสิทธิ์ ช่างเหล็ก นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมอุตินิยมวิทยา และประสาน สังวาลเดช ผู้อำนวยการกองบริการดิจิทัล กรมอุตุนิยมวิทยา
ทุเรียนจะหากินยากขึ้น? น้ำของคนจันทบุรีหายไปไหน? พูดถึงอนาคตคนจันท์ผ่านเสวนาน่าสนใจจากงาน FiF 2025
เพื่อให้เรายังมี ‘ข้าว’ กิน คุยกับ มงคล ละบุญเรือง ในวันที่ชาวนาลุกขึ้นมาปรับตัวสู้โลกร้อน
พยากรณ์อากาศจากภูมิปัญญาสู่ Application
ภูมิปัญญาพยากรณ
พยากรณ์อากาศสไตล์ชาวบ้าน!
ชีพลักษณ์
ข้อมูล Phenology เกี่ยวกับ Phenology ในสวนคืออะไร
1 ทุ่ม แมลงเม่าป่วนเมือง นักกีฏวิทยา ชี้ เหตุอากาศเปลี่ยน ให้เฝ้าระวัง
ทำไมแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
แมงเม่าบินเข้ากองไฟ
ทำไมกบร้องก่อนฝนตก
เสียงกบก่อนสายฝน
กบมันร้องเพราะเหตุใด
มดนักพยากรณ์
มดหนีขึ้นที่สูง มดขึ้นฝ้า ขึ้นผนัง บอกอะไรได้บ้าง
กบจำศีล
ทำไมเข้าฤดูหนาว กบถึงจำศีล
ปูนา
กูรูชี้ ไส้เดือนอพยพ เป็นสัญญาณธรรมชาติ อาจเกิดน้ำท่วม-อุณหภูมิเปลี่ยน
นักวิชาการ ชี้ “ไส้เดือน” อพยพมีโอกาสเกิด “น้ำท่วม”
ธรรมชาติพยากรณ์ ตอน..เสียงจักจั่น 
แสงไฟที่เราเปิด ทำนกตายปีละหลายล้านตัว 
การอพยพย้านถิ่นของนก
นกกระจาบกับรังจีบสาว
การสร้างรังของนกกระจาบ
ทำไมปลาจึงโผล่ขึ้นมาฮุบอากาศบ่อยๆ 
ว่าด้วยเรื่องน้ำ….คุณสมบัติของน้ำกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
โลกของแมงมุม
19 เรื่องน่าสนของแมงมุม ในมุมที่คุณอาจยังไม่รู้
เรียนรู้ ลม ฝน ฟ้า อากาศ
ด้วงกว่าง
โลกร้อน + ฝุ่น PM 2.5 กระทบเหล่า “แมลง” ตัวจิ๋ว แค่ไหน
การดูแลมะม่วงในช่วงติดดอก
รายละเอียดข้อมูลพรรณไม้ สาบเสือ
สาบเสือ
อาการ ใบไม้ร่วง เกิดขึ้นตามฤดูกาล หรือ เป็นสัญญาณบอกเหตุ
ข้อมูลต้นไม้ : ข่อย
ข่อย  พันธุ์ไม้สารพัดประโยชน์
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR