/

ในวันที่คนตะวันออกสูดลมหายใจได้ไม่เต็มปอด : ฝุ่นที่ภาคตะวันออกมาจากไหน? ปอดพังกันไปเท่าไหร่แล้ว?

เมื่อสีม่วง แดง ส้ม เหลือง กลายเป็นภาพชินตาของคนตะวันออก (และคนไทยทั่วประเทศ) บนแอพรายงานค่าฝุ่นในแต่ละวัน

 

ในห้วงเวลาที่ในกรุงเทพมหานครมองไม่เห็นตึกสูง เป็นขณะเดียวกันกับที่ชายหาดบางแสนที่ชลบุรีมองแทบไม่เห็นเส้นขอบฟ้า และบนถนนหมายเลขเจ็ดระหว่างชลบุรีกับระยองก็มองไม่เห็นเขาเขียวที่เคยทอดยาว และเป็นเวลาเดียวกันกับที่ตราดอยู่ภายใต้ควันไฟจากเพื่อนบ้าน

อาจจะบอกได้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาและอาจจะตลอดหลายปี คนตะวันออกเองก็ต้องเผชิญหน้ากับคุณภาพอากาศที่แย่ไม่ได้น้อยไปกว่าในกรุงเทพมหานครและภาคเหนือ แต่ดูเหมือนเรื่องนี้อาจจะยังไม่ค่อยได้รับการพูดถึงมากนัก แต่การไม่ถูกพูดถึง ไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหานี้อยู่

เช่นในวันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2568) จากเว็บไซต์เช็คฝุ่น ก็รายงานค่าฝุ่นรายจังหวัดเฉลี่ย 24 ชั่วโมง โดยมีชลบุรีที่อยู่อันดับ 2 จังหวัดที่มี PM 2.5 มากที่สุด โดยอยู่ที่ 75.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (อยู่ในเกณฑ์ได้รับผลกระทบสูง)

ในส่วนของจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกมีรายงานดังนี้

ฉะเชิงเทรา 72.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (อยู่ในเกณฑ์เริ่มได้รับผลกระทบ)

ระยอง 71.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (อยู่ในเกณฑ์เริ่มได้รับผลกระทบ)

จันทบุรี 66.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (อยู่ในเกณฑ์เริ่มได้รับผลกระทบ)

ตราด 65.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (อยู่ในเกณฑ์เริ่มได้รับผลกระทบ)

ปราจีนบุรี 63.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (อยู่ในเกณฑ์เริ่มได้รับผลกระทบ)

สระแก้ว 61 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (อยู่ในเกณฑ์เริ่มได้รับผลกระทบ)

นครนายก 58.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (อยู่ในเกณฑ์เริ่มได้รับผลกระทบ)

ซึ่งดูจากตัวเลขแล้วไม่มีจังหวัดไหนในภาคตะวันออกที่ปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 และมีอากาศบริสุทธิ์ไว้หายใจเลยแม้แต่จังหวัดเดียว แถมยังอยู่ในเกณฑ์ได้รับผลกระทบกับทั้งหมดด้วยเช่นกัน ที่มาของฝุ่นมาจากไหน สถิติคนตะวันออกต้องเจอ PM 2.5 มานานเท่าไหร่ ชวนไปสำรวจผ่านบทความนี้กัน

5 ปี ย้อนหลัง เราอยู่ในเริ่มได้รับผลกระทบกันมาตลอด

แถ้าหากย้อนกลับไปดูค่าฝุ่น PM2.5 ย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2563 – 2568) จาก ข้อมูลภาพดาวเทียมของระบบการติดตามปริมาณฝุ่น PM2.5 โดย Gistda ก็จะพบว่า

ในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ข้อมูลจากดาวเทียมระบบ MODIS รายงานว่า จังหวัดปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี กรุงเทพมหานคร และนครนายก (ภาคตะวันออก) มีค่าคุณภาพอากาศอยู่ในกลุ่มสีเหลือง โดยมีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 37 – 50  ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นคุณภาพอากาศระดับปานกลาง

ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 พบว่า ภาคตะวันออกทั้งภูมิภาคมีค่าคุณภาพอากาศอยู่ในกลุ่มสีเหลืองและกลุ่มสีส้ม โดยมีค่าฝุ่นPM 2.5 อยู่ที่ 37 – 90  ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือเป็นค่าคุณภาพอากาศปานกลางและคุณภาพอากาศที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในภาพรวมของประเทศระบบการติดตามปริมาณฝุ่นPM2.5 รายงานว่า 

“พบค่าคุณภาพอากาศที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) ในแถบภาคกลาง และบางส่วนในภาคตะวันออกโดยเฉพาะแนวเขตตะเข็บชายแดนที่ติดกับประเทศกัมพูชา ประกอบกับในระยะนี้ลมที่พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ทำให้การสะสมของฝุ่นละอองยังคงมีอยู่”

ในวันที่ 13 เมษายน 2565 ข้อมูลภาพจากดาวเทียมฮิมาวาริ (Himawari) และดาวเทียมดวงอื่นๆ ของระบบการติดตามปริมาณฝุ่น PM2.5 พบว่า ภาคตะวันออกทั้งภูมิภาคมีค่าคุณภาพอากาศอยู่ในกลุ่มสีเขียว และมีกลุ่มสีเหลืองในบางพื้นที่โดยมีค่าฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่ 37 – 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรถือเป็นค่าคุณภาพอากาศปานกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดสระแก้ว

ในวันที่ 8 มีนาคม 2566  GISTDA เผยข้อมูลจากดาวเทียมฮิมาวาริ ว่าพบค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานทุกภูมิภาคของประเทศ โดยในภาคตะวันออก ที่จังหวัดระยองพบค่าฝุ่น PM2.5 ที่ 56 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่จังหวัดตราด พบค่าฝุ่น PM2.5 ที่ 66 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยทั้งสองจังหวัดอยู่ในกลุ่มสีส้มซึ่งเป็นค่าคุณภาพอากาศที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 

สุดท้ายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 พบ 3 จังหวัด มีค่าฝุ่นเกินเกณฑ์มาตรฐานในระดับสีส้มที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ที่จังหวัดตราดที่วัดค่าฝุ่น PM2.5 ได้ 62.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร 

ซึ่งเห็นชัดว่า คนภาคตะวันออกอาศัยอยู่ในคุณภาพอากาศที่แย่ และอาจจะอันตรายกว่าในหลายๆ พื้นที่มานานไม่น้อยกว่าที่อื่นๆ ซึ่งเราจะพาไปดูสาเหตุและต้นต่อที่ว่ากัน 

แล้วฝุ่นที่ภาคตะวันออกมาจากไหน? 

อย่างที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาแล้วว่าแหล่งกำเนิดที่สำคัญ 3 ประเภทของฝุ่น PM 2.5  คือ ไอเสียรถยนต์ดีเซลบนท้องถนน การเผาชีวมวลในที่โล่งและฝุ่นทุติยภูมิอันเกิดจากปฏิกิริยารวมตัวกันของไอเสียรถยนต์และแอมโมเนียจากปุ๋ยที่ใช้ในเกษตรกรรม 

แต่ในบทความ ‘PM2.5 กับอุตสาหกรรม ตอนที่ 1: ในม่านมัวของปัญหาฝุ่น PM2.5 มี “อุตสาหกรรม” ซ่อนเร้นอยู่’ ของมูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้ระบุว่า 

“โรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ และโรงผลิตพลังงาน การทำเหมืองแร่ รวมถึงกิจกรรมการกำจัดขยะหรือของเสียขนาดใหญ่ ล้วนเป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญของมลพิษอากาศ”

ซึ่งส่วนใหญ่มลพิษทางอากาศเหล่านั้นเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานภายในโรงงานอุตสาหกรรม และการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม โดยอาจเป็นจากตัววัตถุดิบ จากส่วนผสม หรือจากตัวทำละลาย เป็นต้น ซึ่งในกระบวนเหล่านั้นจะปลดปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีความเป็นพิษ
หนักหน่วงกว่าฝุ่นที่เกิดจากภาคการเกษตร ป่าไม้ และคมนาคมมาก 

เช่นเดียวกันกับข้อมูลจากเวทีสาธารณะที่ SEA Junction หอศิลปะวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดย วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง (MEENet)  กล่าวว่า 

“​​เมื่อเกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ เรามักจะพุ่งเป้าไปที่รถยนต์เป็นหลัก แต่แหล่งกำเนิดของฝุ่นพิษ PM2.5 ไม่ใช่แค่นั้น พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีแหล่งกำเนิดฝุ่นและคาร์บอนไดออกไซด์ขนาดใหญ่ คือโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล โรงกลั่นน้ำมันที่มีกำลังผลิตสูงมาก ซึ่งปล่อยฝุ่นมากกว่ารถยนต์หลายเท่า การต่อกรกับวิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 ได้จริงจะต้องจัดการกับผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ดังกล่าว

ซึ่งวิฑูรย์ได้ยกตัวอย่างแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศขนาดใหญ่ อย่าง โรงกลั่นน้ำมันบางจากซึ่งเป็นโรงกลั่นแบบ Complex Refinery ที่มีกำลังการผลิตสูงสุดกว่า 120,000 บาร์เรลต่อวัน และปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 900,000 ตัน รวมถึงข้อมูลจากรายงาน EIA ของโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ที่ปัจจุบันมีกำลังผลิตรวม 1,930 เมกะวัตต์ และมีแผนจะขยายกำลังผลิตเพิ่มรวมเป็นทั้งสิ้น 4,519.4 เมกะวัตต์ในปี 2569 – 2570 ซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วโรงไฟ้าพระนครใต้เพียงแห่งเดียว จะสามารถปล่อยฝุ่นละอองสู่บรรยากาศวันละกว่า 4.6 ตัน และปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) มากกว่า 6.4 ตันต่อวัน ซึ่งการปล่อยไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ขึ้นไปในบรรยากาศนำไปสู่การก่อตัวของ PM2.5 และโอโซน 

นอกจากนี้ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ กรีนพีซ ประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ที่ปล่อยจากแหล่งกำเนิดอย่างโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลนั้นมีศักยภาพสูงในการก่อตัวของมลพิษขั้นทุติยภูมิ(secondary pollutants) รวมถึงฝุ่นพิษ PM2.5 ในบรรยากาศของกรุงเทพฯ และปริมณฑล” 

จากข้อมูลเหล่านี้ที่แม้จะยกตัวอย่างโรงไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ทว่าหากนึกถึงภาคตะวันออกในฐานะที่เป็นแหล่งโรงไฟฟ้าจำนวนหลายร้อยโรง คงพอจะเปรียบเทียบกันได้ว่าฝุ่นที่ล่องลอยอยู่นั้นส่วนนหนึ่งก็อาจจะมาจากเหล่าโรงไฟฟ้ามากมายเหล่านี้เช่นกัน 

ทั้งนี้ ข้อมูลในบทความเดียวกันของมูลนิธิบูรณะนิเวศยังกล่าวว่า “พื้นที่ใดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้าตั้งอยู่จำนวนมากจึงมักมีสารมลพิษทางอากาศเข้มข้น และส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน”

ซึ่งในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ. เมือง จ. ระยอง เป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 200 แห่ง ซึ่งถ้าหากรวมจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดในเขตอำเภอเมืองระยอง จะพบว่าอำเภอเมืองระยองเพียง อำเภอเดียวมีโรงงานอุตสาหกรรมที่อาจเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศมากถึง 1,366 แห่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมันและคลังน้ำมัน โรงแยกก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก อุตสาหกรรมแทนทาลัม

ซึ่งนอกจากฝุ่น PM 10 ฝุ่น PM 2.5 ที่เรารู้จักกันแล้ว เคยมีการสำรวจอากาศในระยองและพบ สาร VOCs หรือกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย ซึ่งมีบางชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogen) เช่น สารเบนซีน ไวนิลคลอไรด์, 1,2 ไดคลอโรอีเธน,  คลอโรฟอร์ม และพบก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน สารที่เป็นองค์ประกอบของกำมะถัน อีกด้วย 

สุดท้ายนอกจากแหล่งกำเนิด PM 2.5 จากโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในภาคตะวันออกยังมีแหล่งกำเนิด PM 2.5 อื่นๆ อีก เช่น ไอเสียจากรถยนต์ดีเซล ที่ภาคตะวันออกก็มีสัดส่วนการใช้รถบนท้องถนนไม่น้อยไปกว่าในกรุงเทพมหานครเนื่องจากการขาดแคลนการขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นภาคตะวันออกยังเป็นแหล่งโลจิสติกส์และมีท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่อย่างท่าเรือแหลมฉบังที่จังหวัดชลบุรีที่ต่อหนึ่งวันมีรถบรรทุก รถขนตู้เทรลเลอร์วนเวียนเข้าออกสัญจรนับไม่ถ้วน

และไม่ใกล้ไม่ไกลจากพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็กจากโรงงานอุตสาหกรรมไปเต็มๆ แล้ว ในภูมิภาคนี้และพื้นที่เพื่อนบ้านก็ยังมีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เกษตรแปลงใหญ่ และการใช้สารเคมีที่เป็นต้นต่อของฝุน PM2.5 อย่างสาร POPs ในการปลูกและดูแลพืชผลทางการเกษตร ตามมาด้วยการเผาไร่ เผานาหลังการเก็บเกี่ยว และที่ซ้ำร้ายยิงกว่านั้นคือ ผลกระทบจากการเผาชีวมวลจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือมลพิษข้ามแดน เช่นที่ จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดตราดได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น PM 2.5 จากแหล่งกำเนิดใด ก็ชัดเจนว่าวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่คนตะวันออกและคนไทยทั้งประเทศกำลังเผชิญไม่ใช่เหตุอาเพศจากธรรมชาติ แต่ล้วนเกิดจากการกระทำของมนุษย์

คนตะวันออก ปอดพัง แค่ไหน?

หากย้อนกลับไปดูการกำหนดค่ามาตรฐานของค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในฝั่งขององค์กรอนามัยโลก (WHO)  ตั้งค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 ในอากาศว่าหากมีเกินกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่รัฐบาลไทยกำหนดอันตรายของฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่  50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรก่อนจะปรับลดลงมาเป็น 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในวันที่ 1 มิถุนายนปี พ.ศ. 2566

แต่หากมองคุณภาพชีวิตของคนตะวันออกในตอนนี้ที่ค่าฝุ่นล้วนเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต่อให้เป็นตัวเลขที่กำหนดจากรัฐไทย ก็ยังทำให้เห็นว่าชีวิตคนตะวันออกล้วนจมกองฝุ่นและอันตรายต่อชีวิตตลอดเวลา (และหากเทียบกับค่ามาตรฐานของ WHO ก็ยิ่งเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นไปอีก)

ซึ่งด้วยขนาดของฝุ่น PM2.5 ที่มีเล็กทำให้เราสามารสูดเข้าลึกถึงทางเดินหายใจและปอด ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา ผิวหนัง แสบจมูก ไอ จาม มีเสมหะ หอบหืด หัวใจวายเฉียบพลัน หลอดเลือดสมองตีบ และที่อันตรายที่สุดอาจถึงขั้นเป็นมะเร็งปอด

โดยศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ ฝุ่น PM 2.5 กระทรวงสาธารณะสุข รายงานข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลสุขภาพ Health Data Center (HDC) ว่า มีผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 ตั้งแต่มกราคม พ.ศ. 2567 ราว 5 แสนราย อยู่ในกลุ่มกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ  214,180 ราย กลุ่มโรคตาอักเสบ 190,889 ราย กลุ่มโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 126,553 ราย โรคหืด 11,221 ราย  และโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 2,171 ราย  

ส่วนข้อมูลจาก หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ หรือ USAID และ THAILAND CAN (​​Thailand Clean Air Network) ได้ระบุว่า ปี พ.ศ. 2567 ไทยพบผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศถึง 2.1 ล้านคน และหากแตกรายบละเอียดออกมาเป็นรายจังหวัดในภาคตะวันออกได้รับ เมื่อลองเทียบกับจำนวนมวนบุหรี่ที่ปอดได้รับต่อปี จะพบว่า 

คนปราจีนบุรีได้รับ PM 2.5 ต่อปีเทียบเท่ากับสูบบุหรี่ 505 มวน

คนสระแก้วได้รับ PM 2.5 ต่อปีเทียบเท่ากับสูบบุหรี่ 472 มวน

คนนครนายกได้รับ PM 2.5 ต่อปีเทียบเท่ากับสูบบุหรี่ 453 มวน

คนฉะเชิงเทราได้รับ PM 2.5 ต่อปีเทียบเท่ากับสูบบุหรี่ 450 มวน

คนตราดได้รับ PM 2.5 ต่อปีเทียบเท่ากับสูบบุหรี่ 394 มวน

คนชลบุรีได้รับ PM 2.5 ต่อปีเทียบเท่ากับสูบบุหรี่ 393 มวน

คนจันทบุรีได้รับ PM 2.5 ต่อปีเทียบเท่ากับสูบบุหรี่ 385 มวน

คนระยองได้รับ PM 2.5 ต่อปีเทียบเท่ากับสูบบุหรี่ 366 มวน

ในขณะเดียวกันอัตราผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่ถูกระบุว่าเกิดจากมลพิษสิ่งแวดล้อมในภาคตะวันออก จากระบบคลังข้อมูลสุขภาพ Health Data Center (HDC) ย้อนหลัง 5 ปี ( พ.ศ. 2563 – 2567) พบว่ามีผู้ป่วย เพิ่งขึ้นทุกปี 

พ.ศ. 2563 จำนวน 11 คน

พ.ศ. 2564 จำนวน 10 คน

พ.ศ. 2565 จำนวน 59 คน

พ.ศ. 2566 จำนวน 321 คน

พ.ศ. 2567 จำนวน 232 คน

แม้ว่าสถิติดังกล่าวอาจเป็นจำนวนผู้ป่วยที่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนอกเหนือไปจาก PM2.5 รวมถึงอาจจะมีผู้ป่วยที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่อยู่ในระบบคลังข้อมูลสุขภาพ แต่ตัวเลขนี้ก็ทำให้เห็นว่าคนตะวันออกต้องเผชิญกับโรคระบบทางเดินหายใจที่ถูกระบุว่าเกิดจากมลพิษสิ่งแวดล้อมจำนวนมากขึ้นทุกปี

พ.ร.บ อากาศสะอาดและกฎหมาย PRTR ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ ทางรอด

จุดเริ่มต้นของแนวทางที่จะฝ่าวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่หลายๆ ฝ่ายเห็นว่าตรงกันและน่าจะมีผลลัพธ์มากที่สุด คือ การที่รัฐบาลจริงจังรับรอง ปกป้องว่าอากาศที่บริสุทธิ์เป็นของคนไทยทุกคนตาม พ.ร.บ. อากาศสะอาด 

และกฎหมายที่ว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลเพื่อการควบคุมการปลดปล่อยฝุ่นละอองและมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมอย่าง กฎหมาย PRTR ซึ่งจะนำไปการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้

รวมถึงการการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการและมีความร่วมมือในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับรัฐกับประชาชน รัฐกับเอกชนอย่างโรงงานอุตสาหกรรม ระดับรัฐกับรัฐเช่นกับท้องถิ่นหรือจังหวัด และรัฐกับภูมิภาคเช่นกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะวิกฤตฝุ่นพิษข้ามแดนในอาเซียนตอนบน อันได้แก่ ไทย กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนามและเมียนมา

ซึ่งเราขอยกตัวอย่างประเทญี่ปุ่นที่มีสาเหตุของการเกิดปัญหามลพิษในอากาศไม่แตกต่างจากภาคตะวันออกของเรามากและประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากสององค์ประกอบที่กล่าวไป  

ปัญหาการเกิดฝุ่น PM 2.5 ของญี่ปุ่นส่วนหนึ่งเกิดจากการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม  โดยเฉพาะมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิง ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติในอุตสาหกรรมพลังงาน โดยที่ญี่ปุ่นเริ่มมีปัญหาฝุ่น PM 2.5 มาตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2556 ยาวจนถึงปี พ.ศ. 2562 ซึ่งในระหว่างนั้นมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศกว่า 42,000 ราย 

จนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้ลงมือแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่ต้นเหตุโดยมีการติดตาม กำกับ และควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงหันไปสนับสนุนการเปลี่ยนถ่ายจากพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดโดยได้ริเริ่มโครงการพลังงานสะอาดมากมาย เช่น ความพยายามในการสร้างเมืองต้นแบบพลังงานไฮโดรเจน ในเมืองนามิเอะ จังหวัดฟูกุชิมะ ผลักดันการติดตั้งโซล่าเซลล์ตามบ้านเรือนพร้อมเงินสนับสนุน การผลักดันให้ใช้แอมโมเนียเป็นพลังงานเชื้อเพลิงอีกชนิด เพื่อลดการเผาไหม้จากโรงไฟฟ้าและยานพาหนะ เป็นต้น 

ภาพโดย จุฑามาศ ทาแกง และ วริศรา ช้อยเชื้อดี

หรือที่ประเทศจีน ที่เดิมกรุงปักกิ่งได้เผชิญหน้ากับวิกฤตมลพิษอย่างหนักหน่วง โดยมีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าค่ามาตรฐานที่ส่งผลต่อสุขภาพของ WHO กว่า 30 เท่า และมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศปีละหลายล้านคน จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2556 ประเทศจีนได้ประกาศสงครามเอาชนะฝุ่นพิษอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการบังคับใช้กฎหมายลดการปล่อยมลพิษทางอากาศหลัก 6 ชนิดอย่างเข้มข้น มีการสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหินในหลายพื้นที่ 

รวมถึงผลักดันพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และมีมาตรการควบคุมการจราจร และการใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์คุณภาพสูงมากกว่า 1,000 ตัวทั่วกรุงปักกิ่งเพื่อระบุพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของมลพิษสูง จวบจนกระทั่ง 4 ปี ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2563  และ พ.ศ. 2564 จีนก็ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นพิษในที่สุด รายงานจากปี 2567 ระบุว่ากรุงปักกิ่งมีคุณภาพอากาศดีมากถึง 290 วันของปี และมีค่าฝุ่น PM2.5 เพียง 30.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้อยเสียยิ่งกว่าวันที่อากาศไม่แย่ในกรุงเทพมหานคร และแน่นอนว่าดีกว่าวันปกติธรรมดาในตัวเมืองระยองหรือที่พื้นที่ห้วยโป่งเสียอีก 

ในขณะที่ญี่ปุ่นกับจีนสามารถแก้ปัญหามลพิษในอากาศได้สำเร็จแล้วในระยะเวลา เพียง 4 – 6 ปี เมื่อหันกลับมามองที่ประเทศไทยที่ต่างเผชิญปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลพิษทางอากาศไม่ต่างกัน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกที่เราเผชิญกับมลพิษทางอากาศมานานกว่า 10 ปี นับตั้งแต่มีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมขึ้น จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะยอมรับ และกล้าที่จะออกมาจัดการกับแหล่งกำเนิดฝุ่นภาคอุตสาหกรรมกันเสียที 

ภาพจาก : Thailand Can เครือข่ายอากาศสะอาด

ซึ่งเรื่องนี้ฝั่งภาคประชาชนเองก็ได้พยายามยื่นเรื่องให้เกิด พ.ร.บ อากาศสะอาดและกฎหมาย PRTR แต่ทว่าทั้งสองเรื่องนี้ต่างติดอยู่ในขั้นเสนอร่างเป็นกฎหมายในรัฐสภาฯ 

โดยร่าง พ.ร.บ อากาศสะอาดที่มีการยื่นไปทั้ง 7 ฉบับ นั้นได้แก่

  1. ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) – ฉบับรัฐบาล (ใช้ร่างนี้เป็นหลัก)
  2. ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (ตรีนุช เทียนทอง กับคณะ เป็นผู้เสนอ) – ฉบับพลังประชารัฐ
  3. ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. …. (อนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เป็นผู้เสนอ) – ฉบับภูมิใจไทย
  4. ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พ.ศ. …. (จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) – ฉบับเพื่อไทย
  5. ร่างพระราชบัญญัติฝุ่นพิษและการก่อมลพิษข้ามพรมแดน พ.ศ. …. (ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) – ฉบับก้าวไกล
  6. ร่างพระราชบัญญัติกำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. …. (คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 22,251 คนเป็นผู้เสนอ) – ฉบับเครือข่ายอากาศสะอาด
  7. ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ พ.ศ. …. (ร่มธรรม ขำนุรักษ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) – ฉบับประชาธิปัตย์

ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มีการเสนอร่างครั้งแรกตั้งแต่ มกราคม ปี พ.ศ. 2567 โดยระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2567 คณะกรรมาธิการฯ อนุกรรมาธิการมีการประชุมรวมทั้งหมดกว่า 114 ครั้ง เพื่อแปรญัตติและปรับปรุงเนื้อหาของ พ.ร.บ โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะผ่านเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎรในช่วงกลางเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ อากาศสะอาด ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ในชั้น กมธ. โดยมีความคืบหน้าในการรวมร่างกฎหมายทั้ง 7 ฉบับ เป็นร่างที่ 8 ซึ่งขณะนี้ใกล้แล้วเสร็จ และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2568 

ภาพจากเว็บไซต์เช็คฝุ่น

ในขณะที่กฎหมาย PRTR ไม่ใช่เรื่องใหม่ ข้อมูลจากมูลนิธิบูรณะนิเวศระบุว่า ประเทศไทยก็มีการเรียกร้องให้มีกฎหมาย PRTR มานานกว่า 20 ปีแล้ว  โดยเมื่อปี พ.ศ. 2565 ศาลปกครองมีคำพิพากษาให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งจัดทำ ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register) หรือเรียกว่า PRTR ภายใน 60 วันนับแต่คดี มากไปกว่านั้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ตัวแทนจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ กรีนพีซ ประเทศไทย และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ก็ได้ยื่นรายชื่อประชาชน 12,165 รายชื่อ เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ…. (ร่างกฎหมาย PRTR) ให้แก่นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน พิจารณาผ่านร่างกฎหมาย เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง ณ ขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมค้างคาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรมาเกือบ 1 ปีแล้ว และในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ร่างกฎหมาย PRTR กำลังจะยื่นเข้าสู่สภาฯ หลังจากรอคอยมาเนิ่นนาน

ซึ่งหากทั้งสองกฏหมายผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้โดยเร็วมากขึ้นเท่าใด ความหวังที่ภาคตะวันออกและประเทศไทยจะแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ก็เร็วมากขึ้นเท่านั้น

 

และชีวิตคนตะวันออกอาจมีวันที่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอดจริงๆ เสียที


อ้างอิง 
โรงกลั่นน้ำมัน โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล โรงงานอุตสาหกรรม : ต้นตอฝุ่นพิษที่ถูกลืม 
เตือนกทม.ฝุ่นสูงอีกรอบ 30 ม.ค.–5 ก.พ.
ฝุ่น PM2.5 จะกลับมาสูง จนส่งผลกระทบอีกครั้งตั้งแต่ 31 ม.ค.เป็นต้นไป แนะคนชอบออกกำลังกายระวัง!
เช็กค่าฝุ่น PM 2.5 ทั่วไทยวันนี้ “ระยอง-อยุธยา” วิกฤตทะลุ 100 ไมครอน
15 จังหวัดค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดง เผยปี 67 ป่วยโรคผิวหนังอักเสบสูงสุด  
รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 ด้วยข้อมูลจากดาวเทียมแบบรายชั่วโมง GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
10 อันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของประเทศไทย
PM2.5 กับอุตสาหกรรม ตอนที่ 1: ในม่านมัวของปัญหาฝุ่น PM2.5 มี “อุตสาหกรรม” ซ่อนเร้นอยู่
Data Journalism: เจาะลึกฝุ่น PM2.5 ด้วยข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ฝุ่นมาจากไหน เรารู้อะไรบ้าง
PM 2.5 กับอุตสาหกรรม ตอนที่ 2: กรณีมลพิษอากาศอุตสาหกรรมในตำนาน
อัตราป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่ระบุว่าเกิดจากมลพิษสิ่งแวดล้อม Y97 ปี พ.ศ. 2567
PM 2.5 ฝุ่นละอองเล็กจิ๋ว แต่ส่งผลเสีย (ต่อสุขภาพ) มหาศาล
นับถอยหลังร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด คาดประกาศใช้ปี 68
1 ปี ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ คืบหน้าถึงไหน ? ประชาชนมีส่วนร่วมอะไรบ้าง ?
ส่องเกาหลี ญี่ปุ่น จีนแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 สำเร็จได้อย่างไร?
ถอดบทเรียนจากจีน แก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 จริงจัง
ยื่นรายชื่อประชาชนกว่า 12,000 คน เสนอ “ร่างกฎหมาย PRTR” ย้ำ “สิ่งแวดล้อมจะดีต้องมี PRTR” ขอนายกฯ ร่วมสนับสนุน (14 ก.พ. 67)
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR