/

มรดกและความฝันสุดท้าย : เรื่องเล่าจากชุมชนเกาะขนุนที่เฝ้าถามว่าพลังงานนี้เพื่อใคร

เมื่อชีวิตและคุณค่าของความเป็นมนุษย์คือการได้เลือก ได้มีความฝัน ได้มีสิทธิในการกำหนดชีวิตตัวเอง ในพื้นที่ที่ตัวเองเลือก

แต่ทว่าในบางพื้นที่ การเรียกร้องเพื่อให้ตัวเองได้มีความฝัน กับถูกกลบด้วยคำว่า ‘เสียสละเพื่อผลประโยชน์ของชาติ’

และนี่คือสถานการณ์ที่คนตะวันออกหลายคนต้องประสบพบเจอ ในวันที่ภูมิภาคนี้ ‘ถูกเลือก’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้ต้องก้มหน้ายอมรับ เสียสละความฝัน วิถีชีวิต มรดก ผืนดิน ทรัพยากร ให้กับ ‘ผลประโยชน์ของประเทศ’ ที่ชื่อว่า ‘พลังงาน’

ในซีรีส์ พลังงาน / คน / ตะวันออก หลายชิ้นที่เผยแพร่ออกไป ได้ชวนให้เห็นมิติต่างๆ ของเรื่องพลังงาน ที่ซัดสาดชีวิตคนตะวันออกไปมา เมื่อคนอยู่ไม่ได้เลือก คนเลือกไม่ได้อยู่

สำหรับบทความนี้ เราจึงขอชวนสำรวจในมุมที่ผู้คนอาจถูกหลงลืมไปในกระแสธารการถกเถียงเรื่องพลังงาน เมื่อเสียงร่ำไห้ของผู้คนแห่งชุมชนเกาะขนุน จ.ฉะเชิงเทราอาจเงียบงัน ในวันที่มรดกและความฝันของพวกเขากำลังจะถูกแทนที่ด้วยสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เพื่อตอบรับกับโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ในภาคตะวันออก ที่แม้เราทุกคนต่างรู้ดีว่าทุกวันนี้มีโรงไฟฟ้ามากพอสำหรับใช้งานจนล้นเกินแล้ว ล้นเกินอีก

หนึ่งโรงไฟฟ้า หลากผลกระทบ

“คนใช้ไฟก็อย่างนี้แหละเวลาจะใช้ไฟก็ใช้ แต่เวลาจะขอติดตั้งสายส่งไฟฟ้านะ ค้านทุกราย”

ประโยคข้างต้นคือคำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกถ่ายทอดออกมาระหว่างบทสนทนากับผู้คนที่กำลังจะสูญเสียที่ดินอันเป็นมรดกสุดท้ายของชีวิตให้กับโครงการติดตั้งสายส่ง เพื่อสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ (kV) สำหรับรองรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ ที่ได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) แล้วจำนวน 540 เมกะวัตต์ และมีแผนก่อสร้างให้เสร็จภายในปีพ.ศ. 2570 

ภาพพื้นที่ที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ในสวนอุตสาหกรรม 304 จังหวัดฉะเชิงเทรา

ในโครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูงนี้มีจุดเริ่มต้นจากสถานีไฟฟ้าย่อยพนมสารคาม ตำบลหนองแหน ไปยังที่ตั้งโรงไฟฟ้าฯ ตำบลเขาหินซ้อน ระยะทางยาว 14.18 กิโลเมตร ทำให้พื้นที่ 4 ตำบล ใน 2 อำเภอ ต้องถูกเวนคืนที่ดิน ได้แก่ ตำบลเขาหินซ้อน ตำบลหนองแหน ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม และ ตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต 

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นในวันที่เราต่างรู้กันว่าโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในระบบของประเทศมีมากเกินกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกือบ 50% มีโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟแต่ก็ได้รับเงินซึ่งเป็นเหมือนค่าประกันรายได้(รวมถึงผลกำไร) และเป็นเงินของประชาชนที่จ่ายออกไปผ่านบิลค่าไฟ

ในวันที่การสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่หนึ่งโรงซึ่งตามมาด้วยการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบมหาศาลกับคนตะวันออกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นทะเลที่เสียไปกว่า 3,870 ไร่ เพื่อสร้างท่าเทียบเรือสำหรับนำเข้า LNG สุขภาพของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าที่ต้องสูดดม PM 2.5 เกษตรกรที่ต้องอยู่กับความแห้งแล้งในวันที่น้ำถูกผันให้กับโรงไฟฟ้าและอุตสาหกรรมมากขึ้นทุกครั้งที่มีการตั้งโรงไฟฟ้า

และยังมีส่วนที่เราอาจมองข้าม อย่าง ‘สายส่งไฟฟ้าแรงสูง’ ที่เรามักพบเจอยามขับรถผ่านในพื้นที่นอกเมือง โดยเสาไฟฟ้าเหล่านั้น อาจเป็นอนุสรณ์ของอาชีพและสิทธิในที่ดินทำกินที่สูญสลายไปของใครบางคนที่เราอาจไม่เคยพบหน้า ซึ่งทั้งหมดนี้มักมาพร้อมกับการบอกให้ชุมชนต้องเป็น ‘ผู้เสียสละ’

“เค้าไม่ได้ถามจิตใจเราเลยว่าจิตใจเราได้ผลกระทบจากตรงนี้ยังไงบ้าง”  สุปราณี คือหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบในที่ดินทำกินประมาณ 6 ไร่ ในต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กำลังจะถูกกฟผ. เวนคืนที่ดินเพื่อทำสายส่งรองรับโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ ที่กำลังจะสร้างใหม่ ซึ่งโรงไฟฟ้าดังกล่าวเคยเป็นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน ก่อนที่ชุมชนและเครือข่ายภาคประชาชนจะคัดค้านและใช้เวลาต่อสู้นานนับ 10 ปี ทำให้ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้ทำเรื่องเปลี่ยนไปใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแทนถ่านหิน 

“เขาส่งหนังสือมาบอกเล่าล่วงหน้า 1 เดือน ว่าจะมีชี้แจงเรื่องการเลือกพื้นที่สร้างสายส่ง”  สุปราณีพาย้อนกลับไปยังวันแรกที่เขาและชุมชนเพิ่งรู้ตัวว่าบ้าน ที่ดิน ซึ่งเป็นมรดกผืนสุดท้ายที่พวกเขาวาดฝันถึงบั้นปลายชีวิต กำลังจะถูกเวนคืนเพื่อทำสายส่ง

“พอเราไปฟังการชี้แจง กลายเป็นว่าพื้นที่เราถูกเลือกไปแล้วว่าจะกลายเป็นพื้นที่ติดตั้งสายส่ง แต่ว่าก่อนที่เขาจะเลือกเนี่ย เขาก็ไม่เคยมาถามความเห็นเราเลย ไม่เคยแม้กระทั่งให้ชาวบ้านรู้ว่าคุณมาทำอะไรกัน” 

เธอเล่าด้วยความคับข้องใจ ก่อนจะขยายความเพิ่มว่าในวันที่ 26 เม.ย. พ.ศ. 2566 คือวันที่ทางกฟผ. มาชี้แจงให้เธอและคนในชุมชนรู้ แต่ก่อนหน้านั้นพวกเธอไม่เคยได้รับการติดต่อ ไม่เคยได้รับการเชิญไปแสดงความคิดเห็น ไม่มีแม้กระทั่งเอกสารมาแจ้ง รู้ตัวอีกทีมรดกที่ดินของเธอกำลังถูกบังคับเลือกให้ไปรับใช้ประโยชน์ของชาติ

เธอเสริมอีกว่า หลังจากได้เข้าไปรับฟังข้อชี้แจงในวันนั้น เธอถึงเห็นว่าที่ผ่านมา ได้มีการสำรวจพื้นที่ติดตั้งสายส่งไฟทั้งหมด 4 แนวทาง แต่แล้วหวยก็ดันมาตกที่เธอและชุมชนของเธอที่กลายเป็นผู้ถูกเลือกโดยไม่รู้ตัว 

มากไปกว่านั้น ทางกฟผ. ยังชี้แจงว่ามีการทำเวทีประชาพิจารณ์สำรวจไปแล้ว และมีผู้เข้าร่วม 113 คน และส่วนใหญ่เห็นด้วยและยอมรับโครงการดังกล่าว แต่เธอและชุมชนผู้ได้รับผลกระทบกลับไม่มีใครเคยได้เข้าร่วมเวทีนั้น 

เธอเล่าเพิ่มเติมอีกว่า “ทำไมต้องมาสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านด้วย ในเมื่อชาวบ้านเขาก็ไม่ได้ยินยอม เราเป็นผู้เสียหายจริงๆ เนี่ย เรายังไม่รู้ตัวเลย”

และจากการรับรู้ในวันนั้น ก็ได้เปลี่ยนชีวิตของคนในชุมแห่งนี้ไปในทันที

สุขภาพจิตดำดิ่ง ความฝันพังทลาย

แน่นอนว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้พาให้เธอและคนในชุมชนต่างตกใจ และกระทบกับจิตใจที่กำลังจะสูญเสียที่ดินที่พวกเขาฝากฝังความฝัน ความหวัง และชีวิตบั้นปลายอันสงบสุขไว้

“พอเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว เราก็เสียความรู้สึกหมดเลย มันกระทบจิตใจเรามาก” สุปราณีเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ

ภาพพื้นที่ที่จะมีการเวนคืนเพื่อทำโครงข่ายไฟฟ้า  500 กิโลโวลต์ (kV) สำหรับรองรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์

“เรามีที่ดินตรงนี้เป็นมรดกตกทอดมา เราเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ พยายามเก็บเงินเพื่อมาปรับปรุงพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นที่อยู่สุดท้ายในบั้นปลายชีวิต เป็นพื้นที่เกษียณของเรา เราอยากเก็บไว้ให้ลูกหลานในวันที่เราไม่มีอะไรให้ลูก เราก็ยังมีที่ดินตรงนี้ไว้ให้” เธอเล่าให้ฟังถึงความตั้งในในพื้นที่แห่งนี้ก่อนจะขยายความเพิ่มว่า

“พี่ลงทุนปรับที่ดินหมดไปสามสี่แสน เตรียมทำเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกต้นไม้ ขุดสระน้ำไว้แล้ว” เธอเล่าถึงการลงทุนกับความฝันครั้งใหญ่ที่กำลังจะหายไปจากโครงการนี้

และไม่ใช่แค่สุปราณีที่วางแผนชีวิตบั้นปลายไว้กับที่นี่ แต่ จำเรียง อีกหนึ่งผู้ได้รับผลกระทบก็เล่าให้ฟังว่า “เราตั้งใจจะทำมาหากินกับผืนดินตรงนี้เพราะว่าที่นี่เป็นที่มรดกตกทอดมา คือเราก็รักของเรา มันมีคุณค่าทางจิตใจ เราเติบโตมาจากตรงนั้น”

“ที่ตรงนั้นมีต้นไม้ใหญ่อายุเป็นร้อยๆ ปี เป็นพื้นที่ติดน้ำที่เราจะปลูกอะไรตามที่เขาบอกก็ไม่รอดหรอก” จำเรียงเล่า ก่อนจะขยายความเพิ่มว่า การเข้ามาของสายส่ง ก็จะตามมาด้วยข้อจำกัดหลายด้านที่ลิดรอนสิทธิทำกินของประชาชน เช่น การห้ามปลูกบ้านเรือน ห้ามปลูกพืชหรือทำการเกษตรตามที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตกำหนด เช่น อ้อย กล้วย มะนาว หรือไม้ยืนต้นทุกชนิด ด้วยเหตุผลที่ว่าอาจไปรบกวนสายส่ง 

โดยทางกฟผ.แจ้งกลับมาเมื่อครั้งชี้แจงในเวทีครั้งแรกว่า ชุมชนยังสามารถปลูกข้าว และปลูกพืชล้มลุกได้ ในขณะที่พื้นที่ของจำเรียงเอง เธอย้ำว่าผืนดินของเธอไม่เหมาะกับพืชผลเหล่านั้นเลย ทำให้เธอเกิดความกังวลว่าถ้าพื้นที่ถูกเวนคืนจริงๆ เธอจะทำมาหากินอย่างไร แล้วลูกหลานจะอยู่อย่างไรต่อไป

สำหรับ วิสาขา เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ได้รับผลกระทบเองก็เล่าให้ฟังด้วยความเจ็บปวด เธอบอกว่า “เรามันมีที่แค่ 6 ไร่ ซึ่งเป็นที่มรดกเหมือนกัน เราก็ตั้งใจเอาไว้ให้ลูกเรา ถ้าโดนสายส่ง ด้วยความพื้นที่มันเล็ก เราแทบจะไม่เหลือที่ทำกินอีกเลย” 

หากมองตามภาพสายส่งที่เราคุ้นชิน เราอาจจะเห็นเพียงเสาไฟฟ้าที่ตั้งโดดเด่นกลางทุ่งนา ซึ่งอาจไม่ได้ใช้พื้นที่เยอะ แต่ที่จริงแล้วการเวนคืนดินดังกล่าว ไม่ได้มีแค่ที่ดินที่จะมีสายส่งไฟฟ้าแรงสูงตั้งตระหง่านเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่แนวเขตสายส่ง โดยขยายจากที่ดินที่ตั้งเสาสายส่งไปอีกข้างละ 30 เมตร และพาดผ่านเป็นเส้นตรงยาวตามแนวสายส่งไฟฟ้า ในภาพความทรงจำที่หลายคนเคยเห็น จึงมีที่ดินที่สูญเสียไปที่ซ่อนอยู่

โดยคำอธิบายของทางกฟผ. ที่ชุมชนได้รับมานั้น ได้มีการพยายามอธิบายว่า ที่ดินดังกล่าวยังเป็นโฉนดตามสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน ซึ่งไม่ได้ยึดคืนเป็นของรัฐ นอกจากนี้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการชดเชยตารางวาละ 150 บาท หรือหากเทียบก็จะได้รับเงินชดเชยไร่ละประมาณ 60,000 – 70,000 บาท

แต่สุปราณีและชุมชนมองว่า พวกเขาไม่ได้ต้องการเงินชดเชย พวกเขาต้องการรักษามรดกสุดท้ายของชีวิตไว้

ภาพพื้นที่ที่จะมีการเวนคืนเพื่อทำโครงข่ายไฟฟ้า  500 กิโลโวลต์ (kV) สำหรับรองรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์

พลังงานนี้เพื่อใคร?

หลังจากที่ชุมชนรู้ว่าพวกเขากำลังจะต้องเผชิญกับการสูญเสียที่ดินทำกิน ทำให้พวกเขาตัดสินใจลุกขึ้นมาฟ้องร้องในที่สุด

“เราพยายามไปยื่นหนังสือคัดค้านหลายที่หลังจากรู้ว่าที่ดินของเรากำลังจะถูกเวนคืน” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นการฟ้องร้อง โดยเธอเสริมว่าในช่วงที่พยายามจะมีการเจรจาระหว่างชุมชนกับกฟผ. โดยมีหน่วยงานราชการพยายามเป็นผู้ไกล่เกลี่ย 

แต่ในท้ายที่สุดชุมชนยังคงยืนยันในสิทธิของตัวเอง ทางหน่วยงานจึงได้บอกกับชุมชนว่าถ้าอย่างนั้นให้ไปฟ้องร้องเอา ทำให้ชุมชนตัดสินใจฟ้องร้องกฟผ. ในฐานที่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย

“เป้าหมายของพี่ในการที่ฟ้องร้องรอบนี้ก็คือไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าเลย แล้วก็ไม่ให้มีสายส่งนี้ด้วย ไม่ให้มีอะไรทั้งสิ้น มันกระทบทุกอย่าง” เธอกล่าวด้วยความหนักแน่น  “พื้นที่ของเรา เราก็รักของเรา”

หนึ่งในเรื่องที่พวกเขาต้องเผชิญเมื่อลุกขึ้นต่อต้านคือการถูกมองว่า ‘ขัดขวางความเจริญ’ หรือไม่ก็บอกให้ยอม ‘เสียสละเพื่อผลประโยชน์ของชาติ’ ซึ่งคนในชุมชนยืนยันว่าถ้าเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ‘จริงๆ’ พวกเขาก็ยินดี แต่สำหรับโครงการนี้พวกเขามีคำถามมากมายตามมา

“เราก็เห็นว่าโรงไฟฟ้ามันมีมากเกินอยู่แล้ว ทำไมต้องมาสร้าง แล้วพอสร้างปุ๊บกระทบมาถึงเราด้วยที่โดนสายส่งพาดใส่ โรงไฟฟ้ามันมีอยู่แล้วตรงนี้ (โรงไฟฟ้าก๊าซ โดย บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร เอเชีย จำกัด – กองบรรณาธิการ) จุดตั้งโรงไฟฟ้าเก่า กับที่จะสร้างใหม่ ห่างกันแค่เกือบ 6 กิโลเมตรเอง” สุปราณีย้ำถึงต้นตอปัญหาของเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่ทำให้พวกเธอลุกขึ้นมาคัดค้านเพราะไม่เห็นความจำเป็นของโรงไฟฟ้าใหม่อีกต่อไป ซึ่งหากโรงไฟฟ้าดังกล่าวสร้างสำเร็จ แน่นอนว่าโครงข่ายไฟฟ้าก็จะต้องตามมา และความฝันของพวกเธอก็จะถูกปิดตายทันที

“เขาบอกว่าเป็นความเจริญของประเทศชาติ แต่ถามชาวบ้านหรือยังว่าไฟฟ้ามันมีล้นเหลือขนาดไหนแล้ว คุณถึงขายให้ต่างชาติได้ แต่คุณกำลังมาสร้างความเดือดร้อนให้เรา ของประเทศเรา” เธอกล่าวเสริม

ปัจจุบันกำลังไฟฟ้าสำรองของประเทศตามรายงานของ JustPow ได้นำเสนอว่าสูงถึง 43.92% ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุด ในขณะที่ตัวเลขที่ควรจะเป็นคือไม่เกิน 15% ในอีกทางหนึ่งจึงบอกได้ว่าประเทศไทยอาจจะยังไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในตอนนี้ เพราะทุกอย่างนั้นมั่นคงเสียยิ่งกว่ามั่นคง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงที่สุดในประเทศไทย แต่กลายเป็นว่าคนตะวันออกไม่ว่าจะอยู่ใกล้ หรือไกลโรงไฟฟ้า ก็ล้วนต้องแบกรับปัญหาจากการมีโรงไฟฟ้าล้นเกินเหล่านี้

“ถ้าไฟฟ้ามันไม่มีจริงๆ มันไม่ได้เหลือเฟือขนาดนี้ มันก็ยังมีสิ่งที่เป็นทางเลือก อย่างเราใช้โซลาร์เซลล์ได้ ทำไมไม่ทำนโยบายให้เราเข้าถึง” 

“ความเจริญมันก็ไม่มีหรอก การบอกว่าเราต้องเสียสละเพื่อให้เจริญ มันไม่ได้ตกมาถึงเรา ไม่ตกถึงประชาชนเลย เรามีแต่ความเดือดร้อน มันมีแต่เป็นผลประโยชน์ของเขา” เธอทิ้งท้าย

ภาพพื้นที่ที่จะมีการเวนคืนเพื่อทำโครงข่ายไฟฟ้า  500 กิโลโวลต์ (kV) สำหรับรองรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์

ปัจจุบันมีการฟ้องร้องกฟผ. เกี่ยวกับโครงการสายส่งไฟฟ้าดังกล่าว 4 คำร้อง รวมแล้วประมาณ 20 คนที่ได้รวมตัวฟ้องร้องกฟผ. โดยหนึ่งในคำร้องคือคำร้องของสุปราณี และชุมชนรวม 8 คน ซึ่งศาลปกครองจังหวัดระยองรับคำร้องของชุมชน และอยู่ในขั้นตอนพิจารณาคดี สุปราณีและชุมชนหวังว่าการปกป้องมรดกของพวกเธอในครั้งนี้จะได้รับความยุติธรรม

ตั้งแต่วันที่รับรู้ว่ากำลังจะสูญเสียที่ดินทำกินจนวันนี้ชุมชนแห่งนี้ได้แต่เฝ้าถามว่า ผลประโยชน์ของเรื่องนี้ ใครกันที่ได้รับไป 

เพราะพวกเขายืนยันว่าไม่ใช่พวกเขาแน่ๆ ที่ได้รับผลประโยชน์ แต่กลับต้องสูญเสียมรดก ความฝัน และบั้นปลายชีวิตโดยที่ไม่ได้เลือก

ภาพพื้นที่ที่จะมีการเวนคืนเพื่อทำโครงข่ายไฟฟ้า  500 กิโลโวลต์ (kV) สำหรับรองรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR