/

สนทนาถึงจังหวะชีวิตของ ‘BangsaenBeat’ เพจบันทึกท่วงทำนองความเป็นไปของเสียงเพลงจากภาคตะวันออก

ย้อนกลับไปสมัย ป. 4 – 5 เอ็กซ์ – ฐปน วันชูเพลา ติดเชื้อตาแดงจากเพื่อนในโรงเรียน เขาจึงจำใจต้องอยู่บ้าน นอนบนเตียงสถานเดียวเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อติดคนอื่น เวลานั้นแม่เอาวิทยุทรานซิสเตอร์มาให้เขาฟังแก้เบื่อ เขาหมุนคลื่น AM ไปมาจนพบรายการเพลงฝรั่งชื่อ ‘Marmalade’ วันนั้นเองที่เขาตกหลุมรักเสียงเพลงเป็นครั้งแรก

เวลาผ่านไป เอ็กซ์ทำเพจ BangsaenBeat เล่าเรื่องราวของซีนดนตรีในพื้นที่ริมฝั่งขวาของอ่าวไทย เพจเฟซบุ๊กของเขาคล้ายสะพานเชื่อมระหว่างหมู่บ้านดนตรีตามซอกมุมต่างๆ ทั่วชลบุรี เมื่อผสมกับประสบการณ์การทำงานสายสื่อมวลชนที่กินเวลากว่า 4 ทศวรรษ ทำให้เนื้อหาของ BangsaenBeat เต็มไปด้วยลีลาและท่วงท่าของภาษาที่เรียบง่าย แต่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลและมนต์เสน่ห์ของถ้อยคำ

ในยุคที่ซีนดนตรีโลคอลกำลังเติบโต บทสนทนาเกี่ยวกับ Live House ที่ตั้งอยู่ตามผับบาร์และมุมถนนของเมืองน้อยใหญ่ เพจ สื่อ หรือมีเดียเกี่ยวกับดนตรีโลคอลต่างหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามหน้าฟีด BangsaenBeat ก็เป็นหนึ่งในสื่อที่ทำอย่างสม่ำเสมอนับตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งในสายตาของเอ็กซ์ แค่เพียงความรักต่อสิ่งที่ชอบก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้มีแรงเขียนถึงสิ่งที่หลงใหลในทุกวัน 

อ่านก่อนฟัง” สารตั้งต้นของ BangsaenBeat

นอกจากรายการเพลงตามวิทยุแล้ว เอ็กซ์รู้จักดนตรี หนัง และกีฬาจากนิตยสารเป็นหลัก เช่น I.S.Song Hits, Starpics, Supersonic, Melody Maker ซึ่งออกช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 2520 และหากมีโอกาสเข้ากรุงเทพฯ เอ็กซ์ก็มักจะซื้อเทปคาสเซ็ตติดกลับบ้านด้วยเสมอ เพราะสมัยนั้นชลบุรียังไม่มีร้านขายเทป

“การอ่านนี่แหละครับที่ทำให้ชอบดนตรีจริงๆ” เอ็กซ์บอกกับเราที่ปลายสาย

ไม่เฉพาะดนตรี แต่การอ่านนิตยสารในยุคเฟื่องฟูยังทำให้เขาสนใจสื่อกีฬา ภาพยนตร์ และหนังสือ ความชอบเหล่านี้ทำให้เขาทำงานในสายสื่อมวลชน ส่วนในปัจจุบัน เขายังรับหน้าที่เป็น Senior Chief Content Editor ให้กับ ‘ไข่มุกดำ’ สื่อด้านฟุตบอลและบริษัทให้บริการด้านกีฬาอีกด้วย

“ผมไม่ได้จริงจังอะไรกับมันมากมายนัก เพียงแต่ว่าดนตรีและเสียงเพลงอยู่ในชีวิตของเรามาตลอด จะน้อย จะมาก แต่มันเข้ามาอยู่เรื่อยๆ”

เอ็กซ์เติบโตที่บางแสน เข้าเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาตั้งแต่ ป.1 จนถึงระดับ ม.ศ.5 ราวปี 2529 เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยบูรพาในสมัยที่ยังเป็นวิทยาเขตหนึ่งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และทำงานในกรุงเทพฯ นับแต่นั้นเรื่อยมา  

“จริงๆ แล้วผมไม่ได้รู้จักอะไรเกี่ยวกับบางแสนมากเลยนะ” เอ็กซ์อธิบายชีวิตของเขาในวัยเรียน  “ส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน แล้วก็อยู่ในมหาวิทยาลัย ไปกลับบ้านกับโรงเรียน ไม่ได้สัมผัสถึงชีวิตบางแสนมากนัก ชายหาดก็ไม่ค่อยได้ไป”

แต่การกลับมาอยู่บางแสนในช่วงวัยที่เติบโตขึ้นนั้นต่างออกไป เอ็กซ์เล่าว่า BangsaenBeat เป็นการต่อยอดจากเพจ Bangsaensook ที่เริ่มทำประมาณปลายปี 2553 ในช่วงเตรียมลาออกงานประจำที่กรุงเทพฯ เพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บางแสน

Bangsaensook เป็นเพจข่าวสาร (เพจนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับร้านบางแสนสุขบนถนนข้าวหลาม) พบเห็นอะไรก็นำมาโพสต์ เน้นงานอีเวนต์ พอทำๆ ไป รู้สึกมีเรื่องดนตรีเยอะ แล้วตัวดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่เด็ก จึงเปิดเพจ BangsaenBeat

“ช่วงแรกๆ เป็นข่าวประชาสัมพันธ์ศิลปินดังๆ ที่มาเล่นในบางแสนกับเมืองชล ตามร้านกลางคืนและงานอีเวนต์ ผมจะออกไปทำข่าวภาคสนามเฉพาะฟรีคอนเสิร์ตในงานที่เทศบาลฯ หรือจังหวัดจัด โพสต์แบบ real-time เลย พยายามไลฟ์บ้าง รวมถึงคอนเสิร์ตใหญ่ที่เอกชนจัดบ้าง

จุดเปลี่ยนน่าจะมาจากงาน Long-Do และ Sum of Music ของคณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา กับงาน Baekadin (แบกะดิน) ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ ถ้าย้อนจริงๆ ต้องรวมงาน Handmade สมัยจัดหลังตึกซิกัมเข้าไปด้วย ก็ไปดูเพราะชอบฟังเพลงนั่นแหละครับ”

ส่วนงานที่ส่งผลให้เอ็กซ์สนใจซีนดนตรีบางแสนจริงจัง ก็คืองาน Long-Do Friday ที่จัดปีแรกเมื่อ พ.ศ. 2559 เอ็กซ์มีโอกาสรู้จักกับน้องๆ ทีมงาน ได้แก่ แฮมมี่ นันท์ และจอน ซึ่งเขาทำหน้าที่เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ให้งาน ตอนนั้นเองที่นันท์แนะนำวงสายฝน ให้เอ็กซ์รู้จัก งาน Long-Do ยังทำให้เขารู้ว่า บางแสนมีวงอินดี้ที่น่าสนใจ ทั้งสายฝน, พาราเซตามอล, คณะเบียร์บูด, เดรี่ พาย

“งาน 2 ปีแรกมีวงดีๆ ทั้งนั้น แต่ผมเพิ่งมารู้จักทีหลังเช่น Third Person, Carina, The Second Season, Hit & Run, Mind Wanders, จินตะ, Monkey Clinic อ้อ! งานปีที่สอง พ.ศ. 2560 Bomb at Track มาเล่นด้วยนะ แต่ตอนนั้นยังไม่ดังขนาดนี้

“งานพวกนี้ช่วยจุดประกายให้ BangsaenBeat ให้น้ำหนักกับซีนดนตรีบางแสน” เอ็กซ์กล่าว

ตัวตนของ BangsaenBeat

เมื่อปฏิทินปรากฏเลขปี 2562 และเพจ BangsaenBeat ถือกำเนิดขึ้น เราถามเขาว่านิยามตัวเองอย่างไรในฐานะที่ทำเพจเกี่ยวกับดนตรี เอ็กซ์ตอบว่า เขาไม่ใช่นักข่าวสายดนตรีตามขนบ ไม่ค่อยทำงานภาคสนาม เน้นสืบค้นข้อมูลในโลกออนไลน์ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อเพลงบนพื้นฐานของศาสตร์ดนตรีหรือประสบการณ์การร้องและเล่น เอ็กซ์เน้นย้ำว่าตนเป็นคนฟังเพลงธรรมดาที่อยากพูดถึงดนตรีเพราะความชื่นชอบ

เอ็กซ์อธิบายว่า BangsaenBeat เป็นการเล่าเรื่องราวที่พบเห็น รู้สึก และเทียบเคียงกับประสบการณ์ส่วนตัวหลังจากฟังเพลงดูเอ็มวี เสริมด้วยพิมพ์พูดคุยถามตอบผ่านเฟสบุ๊กของนักร้องนักดนตรี

“การทำคอนเทนต์ ผมไม่เคยนัดเจอเพื่อสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการเลย ถ้าเจอกันข้างนอกโดยบังเอิญหรือตามงาน เข้าไปทักทายพูดคุยกันธรรมดา อาจถามโน่นนั่นนี่ แล้วเก็บมาเขียนภายหลัง ข้อมูลส่วนใหญ่เกิดขึ้นบน inbox ครับ

อีกหนึ่ง source หลัก คือโพสต์บนเพจวง และเฟสบุ๊กส่วนตัวของศิลปินครับ ผมใช้พลังและเวลากับขั้นตอนเก็บข้อมูลนี้มาก จะไล่อ่านโพสต์ย้อนไปถึงวันแรกของเพจนั้นๆ เลย อะไรน่าสนใจก็เก็บไว้

ผมเป็นคนประมวลผลข้อมูลพวกนี้เร็วและเป็นระบบมาก คือข้อความบนไฟล์จะมั่วมากครับ แต่สมองผมเรียงลำดับเนื้อหาเรื่องราวไว้เรียบร้อย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการทำงานสื่อมวลชนตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ นี่ก็ 4 ทศวรรษแล้วเนอะ (หัวเราะ) แล้วก็มาทำคอนเทนต์ในสไตล์การเล่าเรื่อง (Storytelling) ถ้ามีจุดไหนสงสัย ไม่แน่ใจ หรืออยากรู้เพิ่มเติม ก็ทักไปถามน้องๆ”

“ผมเป็น Storyteller มากกว่าครับ” เขาสรุป

บางแสน ระบบนิเวศทางดนตรีที่ใช่ (?)

“ภาพรวมแล้ว ดนตรีบางแสนก็เหมือนกับดนตรีทั่วๆ ไปนั่นแหละครับ ซาวด์ที่สามารถเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นยังไม่มี ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะให้เกิดอะไรแบบนั้น และอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร”

เอ็กซ์พูดอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะยกตัวอย่างอัลบั้ม Strangers from the Far East (2019) ของคณะเบียร์บูด ที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นบางแสน แต่ก็ไม่ใช่ความเป็นบางแสนเสียทีเดียว เพราะในรายละเอียดนั้น แนวเพลงของอัลบั้มคนแปลกหน้าจากแดนบูรพามีความเป็นสากล ออกไปทางดนตรีไซคีเดลิค (psychedelic) ผสมดนตรีอีสาน จะมีก็แต่เนื้อเพลงและกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้นึกถึงเมืองชายฝั่งเท่านั้น

แต่สิ่งสำคัญสำหรับเอ็กซ์คือ บางแสนมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการผลิตนักดนตรี หากตัดเรื่องยุคสมัยออกไป บางแสนมีคณะดนตรีและการแสดง มีมหาวิทยาลัยระดับภูมิภาคที่รวบรวมคนหนุ่มสาวซึ่งมีความชอบและพลังสร้างสรรค์เอาไว้ มีร้านกลางคืนให้ได้ฝึกฝีมือและสะสมประสบการณ์ 

ในขณะเดียวกันบางแสนยังเป็นเมืองอีเวนต์ มีสถานที่ที่มีความพร้อมจัดคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี มีสมาชิกวงดนตรีดังๆ ที่เติบโตจากที่นี่ เช่น Playground, Whale & Dolph และ Musketeers และนั่นก็ทำให้เอ็กซ์มั่นใจว่าซีนดนตรีบางแสนและชลบุรียังเติบโตได้ 

แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ตัดทิ้งไม่ได้คือการมีส่วนร่วมของหน่วยราชการอย่าง เทศบาล และจังหวัด รวมถึงมหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันให้พื้นที่ของดนตรีโดยเฉพาะเกิดขึ้นจริง อย่างน้อยๆ ก็สนับสนุนด้านพื้นที่จัดแสดง ซึ่งอาจต้องเริ่มจากฝั่งผู้จัดอิสระและนักดนตรีรวมกลุ่มกันไปนำเสนอโปรเจกต์บางอย่าง หรืออาจเริ่มจากเป็นวงเสวนาที่รวมทุกฝ่ายไว้ให้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

“เพราะในบางแสน ถ้าจะทำอะไรจริงๆ ผมว่าเขาก็ทำได้ดีนะครับ” เอ็กซ์เสนอความคิดเห็น

ถ้าอยากไฉไล (อาจ) ต้องไปให้ไกลกว่าบางแสน

ในมุมมองของเอ็กซ์ ไม่ว่าวงดนตรีนั้นๆ จะมีโอกาสเล่นในบ้านตัวเองมากน้อยเพียงใด ถึงที่สุดแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้ดนตรีสามารถเลี้ยงชีพได้

“แม้กระทั่งวงดังๆ ในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ พื้นที่ในการแสดงออกของเขาก็ไกลกว่าท้องถิ่นที่ตัวเองอยู่ เขาต้องออกนอกพื้นที่ ไปที่ไกลๆ ถ้าเกิดต้องการให้ถึงจุดที่เราสามารถเลี้ยงชีพได้จริงๆ ก็คงต้องต้องทำอะไรมากกว่านี้ แต่ถ้าเกิดทำเพื่อสนองความต้องการตัวเอง มันก็พอได้อยู่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับโจทย์ของแต่ละบุคคลว่าจะให้น้ำหนักดนตรีมากขนาดไหนในชีวิต”

เอ็กซ์ยกตัวอย่างการตัดสินใจของ ก๊อบ – ยุทธนา พรงาม ฟร้อนต์แมนแห่งคณะเบียร์บูด ที่เคยเป็นนักดนตรีกลางคืน จนมีอยู่วันนึงเขาคุยกับเพื่อนในวงว่า “ถ้าอยากเติบโต ต้องเลิกเล่นดนตรีกลางคืนกันว่ะ” พวกเขาหักดิบ เลิกเล่นดนตรีกลางคืน แล้วหันมาทำผลงานเพลงของตัวเองจริงๆ ถึงแม้ว่าช่วงแรกๆ หรือแม้กระทั่งตอนนี้ เขายังไม่สามารถที่จะเลี้ยงตัวเองได้จากชีนดนตรี แต่เขาก็ไม่เล่นดนตรีกลางคืน ใช้วิธีหาอาชีพอื่นๆ มาเสริมเพื่อทำผลงานดนตรีของตัวเอง หรือกระทั่งวงพาราเซตามอลของ มิเชล – ธรรมรัตน์ บุญกำเนิด ที่สามารถทำวงได้นานต่อเนื่องหลักสิบปี เพราะมีอาชีพอื่นหล่อเลี้ยง

“แต่มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าการตัดสินใจเลือกชีวิตของตัวเองจะไปทางไหน ผมอยากย้ำเสมอว่ามันไม่มีผิดไม่มีถูกหรอกครับ ถ้าเลือกแล้วก็อย่าเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองได้เลือก แล้วก็ทำสิ่งที่ตัวเองเลือกให้ดีที่สุด” เอ็กซ์เน้นย้ำ

เมื่อชวนคุยต่อไปว่าหากไม่นับดนตรีพื้นเมือง เป็นไปได้ไหมที่แต่ละท้องถิ่นจะมีเอกลักษณ์ทางดนตรีบางอย่างเป็นของตัวเอง ซึ่งเอ็กซ์ก็ได้ยกบทสนทนาหนึ่งที่น่าสนใจมาแลกเปลี่ยนกัน

“ผมเคยคุยกับ เจย์ เจ้าของร้าน Cassette Shop เจย์เคยจัดงานดนตรีที่นำวงจากต่างจังหวัดมาเล่น แล้วใช้ธีม ‘Sound of  จังหวัดโน้น จังหวัดนี้’ เจย์บอกว่า มันไม่ใช่ดนตรีจริงๆ หรอกครับ แต่เป็นการรวมกลุ่มกันให้รู้สึกถึงพลังแห่งท้องถิ่น ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะ”

ปรากฏการณ์โควิด-19 เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการฟอร์มวงใหม่ๆ เกิดขึ้น และทำให้ซีนดนตรีนอกกระแสกลับมาสร้างความคึกคักให้แก่โสตประสาทของคนฟัง ในบางแสนก็เช่นเดียวกัน เอ็กซ์มองว่าสิ่งเหล่านี้คือการส่งต่อแรงบันดาลใจและแพชชั่นต่อกันเป็นทอดๆ เป็นเรื่องของสังคมและยุคสมัย

ปัจจุบันมีแนวเพลงที่หลากหลาย ไล่ตั้งแต่โฟล์ก เมทัล ร็อก โพสต์-ร็อก ชูเกซ แร็ป/ฮิปฮอป ซึ่งในฐานะคนเสพดนตรีเป็นชีวิตจิตใจแล้ว การทำ BangsaenBeat จึงมอบความสุขให้เขาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนี้นำพาเขาไปรู้จักกับคนดนตรีมากมาย

“ที่ร้านกาแฟ Dude ก็มีดนตรีสดเล่นสนุกๆ กันเรื่อยๆ แต่เป็นลักษณะที่เพื่อนฝูงเล่นกันเอง หรือจะเป็นร้าน Chalee House Coffee เขาก็มีดนตรีสดเล่นกันบ้าง อย่างร้าน Beehive ตรงแหลมแท่นก็จะมีดนตรีแจ๊สทุกวันพุธ ผมว่ามันยังมีซีนกึ่งๆ Live House ซุกซ่อนอยู่ในบางแสน” เอ็กซ์ฉายภาพต่อไปว่า สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนของนักดนตรีที่ไม่มีสถานที่แสดง

เราจึงอดไม่ได้ที่จะถามเอ็กซ์ว่า มีวงที่ชอบเป็นพิเศษหรือไม่

“วงที่เขียนอยู่ในเพจ BangsaenBeat เนี่ย ผมชอบทุกวงแหละ” เขาตอบอย่างอารมณ์ดี ย้ำว่าไม่ได้พูดแค่คำหวาน แต่พูดตามความรู้สึกอย่างจริงใจ “มันเป็นความสุขส่วนตัวจริงๆ ที่ได้เขียนเขียนถึง ได้ถ่ายทอด และได้รู้จักกับคนอีกเยอะแยะครับ”

หลังบทสนทนาสิ้นสุดลง หากตัดปัจจัยภายนอกที่จะทำให้ระบบนิเวศดนตรียั่งยืนออกไป เราค้นพบว่าแก่นแกนของซีนดนตรีอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝีไม้ลายมือของนักดนตรี พื้นที่จัดงานที่สวยเลิศเลอ หรือความเมามันของผู้ชมยามค่ำคืนเพียงอย่างเดียว หากแต่มันคือสายสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมผู้คนเข้าด้วยกัน เป็นสายสัมพันธ์ที่อยากเห็นวงที่เรารักไปต่อ เป็นสายสัมพันธ์ที่ถักทอจากความรักของผู้คนต่อเสียงตัวโน้ตที่ประสานกัน

และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ชีพจรของ BangsaenBeat ยังคงเต้นต่อไป

.

.

.

เรื่องและภาพโดย ยสินทร กลิ่นจำปา

written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR