เฟรมผ้าใบผืนหนึ่งยังรอคอยสีน้ำมันเติมเต็มชีวิตของมัน ขณะที่ศิลปินและเจ้าของร้านกาแฟ ชาลี – ชาลี ทองประดับ กำลังถ่ายรูปชุดโต๊ะไม้ Mid-century ลงขายในหน้าร้านออนไลน์ Chalee House เมื่อได้รูปที่พึงพอใจ เขาก็เดินมารับออเดอร์ลูกค้าที่ค่อยๆ กรีดหน้ากระดาษหนังสือด้วยท่าทีสงบและเข้าใจจังหวะของสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี
เมื่อกิจธุระทั้งหมดเสร็จสิ้น ชายวัย 40 พร้อมหมวกแก๊ปคู่ใจก็นั่งลงบนเก้าอี้ มองไปรอบๆ แล้วพูดถึงบรรยากาศภายในร้านด้วยรอยยิ้ม
“จริงๆ แล้ว เราจำลองบรรยากาศตอนเรียนที่เพาะช่าง บรรยากาศห้องเรียนของเราเป็นแบบนี้ หิวก็กิน ง่วงก็นอน ตื่นขึ้นมาก็ทำงานกัน และมีงานศิลปะหลากหลาย”
เป็นไปตามนั้น เพราะเบื้องหลังของเขามีหมอนนุ่มๆ อยู่สองใบ วันดีคืนดีจะมีลูกค้านำมาหนุนนอนที่พื้นหน้าเคาน์เตอร์กาแฟ แต่นั่นถือเป็นความตั้งใจของเขาที่อยากเห็นลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งกับพื้นที่ จิบเครื่องดื่มสักแก้วก่อนดำดิ่งไปกับความรู้สึกและความทรงจำ มากกว่าแค่ถ่ายรูป ซื้อของ แล้วจากไป
ในช่วงฤดูมรสุมที่พัดเข้าหาป่าคาเฟ่อย่างย่านบางแสน-หนองมน จะมีอะไรดีไปกว่าการนั่งหลบฟ้าครึ้มในสถานที่ที่รายล้อมด้วยกองหนังสือ แผ่นเสียง ของเก่า กับร่างที่อาบด้วยคาเฟอีน ไฟส้มอบอุ่น และบทสนทนาสุดกลมกล่อมสลับกับกาแฟเย็นหนึ่งจิบ
ถัดจากนี้คือบทสนทนากับ พี่ชาลี เจ้าของร้าน Chalee House ขวัญใจคนหลากเทสต์แห่งบูรพาทิศ ในประเด็นพื้นที่สร้างสรรค์ งานศิลปะ และบางแสน

เล่าเรื่องของคุณให้เราฟังหน่อย ใช้ชีวิตที่บางแสนมาตั้งแต่เมื่อไหร่
ผมใช้ชีวิตชลบุรีตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ หลังจบ ป.6 ผมมาบวชเรียนอยู่ในวัดพระราษฎร์ศรัทธา (วัดท้ายดอน) ช่วงเป็นเณรก็เรียนมัธยมอยู่ที่นั่น พอสึกออกมาก็เรียนต่อที่อาชีวะชลบุรี จากนั้นเรียนต่อเพาะช่างที่กรุงเทพฯ เรียนจนจบ ป.ตรี
ต่อมาทำงานเป็นครูสอนหนังสืออยู่โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย สอนประมาณ 4 ปี ก็ลาออกมาทำงานฟรีแลนซ์ งานหลักๆ คือ เพนต์ผนัง งาน 3 มิติ งาน street art ซึ่งตอนนั้นฮิตมาก ทำอยู่ราว 5-6 ปี พอโควิดมารอบแรกก็หยุดพัก เพราะออกไปทำงานข้างนอกไม่ได้ จนช่วงโควิดรอบ 2 ถึงเริ่มกลับมารับงาน
พื้นที่อย่าง Chalee House เกิดขึ้นมาได้ยังไง
เริ่มตอนช่วงโควิดรอบที่สอง เรามีโอกาสไปทำงานที่สุราษฎร์ธานี เราเดินทางไปเรื่อยๆ ระหว่างทางก็แวะนู่นแวะนี่ ดูตามอินเทอร์เน็ตว่าร้านไหนน่าสนใจ จนเพื่อนแนะนำให้ลองไปร้าน ‘สติมานะ’ เพื่อนแนะนำว่าเจ้าของร้านเล่นรถตู้ เราก็ลองไปดูว่าเขาทำอะไรบ้าง พอไปถึงเราพบว่าเป็นร้านกาแฟ พี่เขาทำงานศิลปะ มีหนังสือ มี space มีดนตรี มันเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว เรามองว่า เอ้อ ถ้าเราทำแบบนี้บ้างมันน่าจะง่าย เพราะว่าเรามีของพวกนี้อยู่แล้ว เรามีคลัง มีของสะสม เราก็เริ่มอยากทำร้าน แต่ระหว่างนั้นยังรับงานควบคู่ไปกับการค่อยๆ จัดพื้นที่ตัวเอง เอาเงินจากการทำงานศิลปะมาซัพพอร์ต จัดร้านให้เข้าที่เข้าทาง อยากให้เป็น ‘สภากาแฟ’ เล็กๆ ตอนแรกทำกินกันเอง สนับสนุนกัน จนเริ่มกลายเป็นรายได้
ถ้าพูดถึงสารตั้งต้น มันคงเป็นความฝันพื้นฐานของคนทำงานศิลปะ เด็กเรียนศิลปะ หรือเด็กอาร์ต คืออยากมีร้านหนังสือ อยากมีสตูดิโอเป็นของตัวเอง อยากมีคอมมูนิตี้ไว้พูดคุยกัน แต่คนที่มาจุดประกายให้เราจริงๆ คือแฟน แฟนเราชอบบอกว่า “เด็กศิลปะชอบฝันแต่ไม่ชอบลงมือทำ” มันก็จริงของเขานะ เราเป็นนักฝันที่ไม่กล้าลงมือทำ
แฟนแนะนำพื้นที่ตรงนี้ (ที่ตั้งของร้านในปัจจุบัน) เราก็เริ่มทำร้าน ตอนแรกเราไม่รู้หรอกว่าจะเริ่มยังไง เริ่มจากของที่เรามี ซึ่งเราสะสมมาตั้งแต่สมัยเรียน และช่วงโควิดมันเป็นช่วงที่ต้องดึงศักยภาพตัวเองมาเพื่ออยู่รอด เราลองเอาของที่มีอยู่มาขายดู พอลองขายก็มีรายได้ ได้ทุนมาบ้าง ได้โอกาสทำงาน ค่อยๆ ปั้นร้าน ค่อยๆ เดิน ไม่ได้ทำตู้มเดียวจบ พยายามประคองตัวเองให้แข็งแรงก่อน

บางแสนมีคาเฟ่เยอะมาก คุณมีความกังวลบ้างไหมกับการทำ Chalee House Coffee
ไม่กังวลนะ แต่น้อยใจตัวเองมากกว่า เราเป็นคนชอบสันโดษ การเปิดใจรับคนอื่นเข้ามาในพื้นที่ของเรา นับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับคนทำงานศิลปะ ดูเหมือนเราจะเป็นคนพูดง่าย แต่ลึกๆ เราหวงความเป็นส่วนตัว อยากเปิดร้านแต่ไม่อยากได้คนเยอะ ไม่อยากให้วุ่นวาย เราต่อสู้กับตัวเองอยู่พักนึง ทำไปสักพักก็เริ่มเรียนรู้กับมัน เราต้องเจอผู้คน เจอลูกค้า เจอปัญหาที่ต้องแก้ไข ตัวเราก็ไม่ได้เป็นคนดีมาก บางทีลูกค้าก็สอนเรา เช่น การจัดร้าน การทำเมนู เหมือนเราได้ลูกค้าที่เติบโตไปกับเราด้วย
พูดถึงลูกค้า อยากให้เขาได้อะไรจากการมาเข้ามาที่ Chalee House Coffee
ย้อนกลับไปสมัยตั้งชื่อร้าน เราอยากให้ร้านมีคาแรกเตอร์ อยากเป็นยูโทเปียของบางแสน อยากเป็นโอเอซิสของบางแสน อยากเป็นพื้นที่ของบางแสน สุดท้ายลูกค้าบอกว่าเป็น ‘Chalee House’ ดีที่สุด เป็นบ้านในแบบเรา เราหวังอยากให้ลูกค้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ เราอยากให้เขามีส่วนร่วม เติบโตไปด้วยกัน ตั้งใจอยากให้ทุกคนมาใช้พื้นที่ตรงนี้และประคองพื้นที่ตรงนี้ไปด้วยกัน อย่างบางคนก็มาตั้งแต่ร้านยังมั่วๆ ไม่เป็นรูปร่าง แล้วก็ได้ลูกค้าช่วยจัดร้าน

ทำไมถึงเลือกขายทุกอย่างในร้านเดียวกัน ทั้งหนังสือ แผ่นเสียง ของวินเทจ รวมถึงเป็น Art Space ด้วย
ความฝันกับความจริงมันต้องไปด้วยกัน ทุกสิ่งที่เราทำ เราทำสิ่งที่เราชอบ ไม่ได้ไปสุดทางเดียว เพราะยังสนุกกับการเล่นแผ่นเสียง การแนะนำหนังสือ การหาหนังสือที่เราชอบมาให้ลูกค้า หากาแฟที่เราชอบมาให้ลองกัน ของตกแต่งบ้านก็เลือกจากสิ่งที่เราชอบทั้งหมด เป็นการรวมความชอบตัวเองล้วนๆ
ตอนนี้กำลังมี space สำหรับจัดเวิร์กชอป แต่ละพาร์ตดูแลตัวเองได้ พาร์ตกาแฟก็ไว้ดูแลพื้นที่ ค่าเช่า ส่วนหนังสือหรือของเก่าก็มาดูสำหรับชีวิตประจำวัน แล้วให้แต่ละพาร์ตดูแลตัวมันเอง แค่เราแบ่งเวลาให้พอดี
ข้าวของในร้านเหล่านี้ ได้มาจากที่ไหนบ้าง
ส่วนใหญ่ได้จากรุ่นพี่ ผู้ใหญ่ และรุ่นน้องที่เอ็นดูเรา เขาช่วยแนะนำว่าของอะไรขายได้ขายไม่ได้ หาที่ไหน ค่อยๆ เรียนรู้ว่าสิ่งไหนตามเทรนด์ ตามยุค อย่างตอนนี้คนชอบโคมไฟ mid-century และพวกงานโมเดิร์นสำหรับตกแต่งบ้าน แต่ผมชอบงานกึ่งแอนทีค เราไม่ได้ตามเทรนด์เป๊ะๆ ท้ายสุดเราก็เลือกตามรสนิยมตัวเอง เราขายความเป็น ‘Chalee House’
เราชอบเดิน ชอบดูของเก่า มีตลาดนินจา ตลาดมืด ไปทั้งเช้าทั้งเย็นในช่วงวันศุกร์ บางทีมันเป็นของทั่วไปแหละ บางคนอาจจะเห็นทุกวัน เพียงแต่ว่าเราหยิบมามาวางไว้อีกจุดหนึ่ง คนอาจจะเห็นมิติของความงามตรงนั้นก็ได้ เห็นคุณค่าและฟังก์ชันจากการแค่ย้ายพื้นที่หนึ่งมาอยู่อีกพื้นที่หนึ่งแค่นั้นเอง เช่นเดียวกับคน ผมมองว่าบางทีคนเราอาจจะเหมาะกับอีกที่หนึ่ง ถ้าอยู่อีกที่หนึ่งเราอาจจะไม่มีค่า เหมือนทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง ถ้าเปรียบกับสิ่งของก็คือมีที่ของตัวเอง

สิ่งของพวกนั้นทำงานกับผู้คนที่มา Chalee House Coffee ยังไง
การไปตลาดนัดนินจาทำให้เราได้เจอหนังสือดีๆ เจอของใช้เก่าๆ บางทีเราไปเจอหนังสือต้องห้าม วางอยู่โดยที่คนก็ไม่รู้ บางทีเราไปเจอของที่ธรรมดามากๆ แล้วดันเป็นของที่มีคุณค่ากับอีกคนหนึ่ง เช่น หนังสือประวัติศาสตร์ เราเจอมาหลายเล่ม ราคา 10-20 บาท แต่คนที่เห็นคุณค่าเขาก็ยอมจ่ายในราคาที่สูง เหมือนเจอของที่เป็นความทรงจำของเขา
บางทีผมเจอหนังสือของนักเขียนคนหนึ่ง แล้วคนแก่ๆ มาเห็น เขาก็บอกว่า “โอ๊ย นี่นักเขียนคนนี้เคยสอนฉันตอนมัธยมต้น” บางทีก็เจอภาพถ่ายเก่าๆ ของรุ่นปู่ย่าตายาย แล้วจู่ๆ คนอีกรุ่นหนึ่งมาเจอ “เอ้า นี่ตายายของฉันนี่นา!” เราชอบเก็บอะไรแบบนี้ พอเราเห็นว่ามันสวยเราก็ซื้อเก็บ บางทีเราขายความทรงจำ ขายประวัติศาสตร์ของคนที่มันหายไปแล้ว
ซื้อไปบางทีก็ไม่ได้อ่านหรอก แต่ว่าเห็นแล้วนึกถึงวัยเด็กของตัวเอง อย่างหนังสือ เรื่องของน้ำพุ ของสุวรรณี สุคนธา เราก็เห็นทั่วไป แต่อาจารย์ที่จบจากวิทยาลัยช่างศิลปคนหนึ่งมาแล้วเขาเห็น เขาก็บอกว่า “โอ้โห หนังสือที่เคยอ่านตอนสมัยเรียน” เหมือนเขาย้อนวัยได้
เมื่อก่อนผมกังวลว่าอยากได้ลูกค้าเยอะๆ แต่หลังๆ เริ่มเข้าใจว่า แค่รอลูกค้าที่ชอบเหมือนเรา ลูกค้าที่ชอบหนังสือเก่า ของเก่า กาแฟ ลูกค้าที่ไม่ต้องตรวจเช็คกันมาก แค่ดื่ม คุย แลกเปลี่ยน ทั้งเรื่องหนังสือ การเมือง ศาสนา คุยได้ทุกเรื่อง

แล้วการจัดเวิร์กชอปล่ะ คุณเห็นอะไรจากผู้คนที่มารวมตัวกันในพื้นที่นี้
อันดับแรกเลย มันทำให้รู้ว่ายังมีคนทำงานศิลปะอยู่ ไม่มากก็น้อยยังมีคนที่คอยขับเคลื่อนศิลปะ ตัวเราเองก็เหมือนกัน เพราะการทำงานศิลปะมันดีกับตัวเราเอง การมีคนคอยผลักดันให้เราเติบโตมันยิ่งดี ผมมองว่าการมีกิจกรรมจะช่วยผลักดันให้คนทำงานศิลปะมีกิจกรรมร่วมกัน ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
เช่น พอเรารู้ว่า “เอ้ย ช่วงนี้จะมี Galleries’ Nights นะ” เราก็เตรียมงานที่เราอยากเผยแพร่ให้คนอื่นได้มาสัมผัส หรืออย่างกิจกรรม “ปิดเทอมสร้างสรรค์” นี่สร้างกิจกรรมให้กับร้านเราได้ดีมากๆ เปิดโลกเราด้วย การมีทุนอะไรสักก้อนหนึ่ง แล้วเอาทุนนั้นมาสร้างกิจกรรม ทำให้เราเห็นการอยากเรียนรู้ของคน ซึ่งบางทีเราไม่คิดว่าจะมีใครสนใจกิจกรรมแบบนี้
กิจกรรมลักษณะนี้ทำให้เราเห็นว่าคนทั่วไปเขายินดีเข้าร่วมกิจกรรม เปิดประสบการณ์ ได้ทำงาน ได้ทดลอง ได้สนุก บางทีกิจกรรมที่เราทำก็เป็นกิจกรรมง่ายๆ ทำด้วยตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนศิลปะ แค่รู้วิธีการทำงาน เราสอนแค่วิธีการทำงาน มันเกิดความสนุก เกิดการเรียนรู้
คุณมองว่าซีนศิลปะของบางแสนมีหน้าตาเป็นยังไง ขาดเหลืออะไรบ้าง
คนทำงานศิลปะในบางแสนเยอะนะ แต่พื้นที่แสดงออกหรือรวมกลุ่มมันน้อยไปนิดนึง นอกจากในมหา’ลัย และคาเฟ่ มันไม่ค่อยมีที่อื่น เราอยากให้มีพื้นที่แบบโฮมสตูดิโอ พื้นที่เฉพาะทางให้เยอะกว่านี้ แต่ก็เข้าใจว่าการจัดการมันยาก วุ่นวาย แล้วคนทำงานศิลปะส่วนมากก็ชอบอยู่ส่วนตัวซะด้วย แต่แน่นอน ทุกคนอยากมีพื้นที่พบปะแลกเปลี่ยน หรือที่เรียกว่า Working space
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมมองว่าเราต้องมีวัฒนธรรมการใช้พื้นที่ร่วมกันด้วย พูดตรงๆ ว่าทุกภาคเขาก็อยากมีพื้นที่ Working space แต่ผมมองว่า เราเองต่างหากที่ยังไม่มีวัฒนธรรมการใช้พื้นที่ร่วมกัน บางทีเราไม่ค่อยดูแลพื้นที่ส่วนรวม เรามักจะไม่ค่อยรักษากัน เราดูแลแต่พื้นที่ส่วนตัว บางทีตัวเราก็ย้อนแย้งเหมือนกัน หรืออาจจะขาดงบดูแลกันก็ได้

แล้วคุณมองว่าใครควรเป็นเจ้าภาพจัดการพื้นที่ศิลปะ
ครั้นจะบอกว่าภาครัฐ ก็ติดที่กระบวนการจะยุ่งยากเกินไป แต่ถ้าง่ายเกินไปมันก็มั่วเกิน เป็นดาบสองคม พอเป็นภาครัฐต้องมีระเบียบการ คนก็ไม่อยากทำ แต่พอง่ายกว่า เร็วกว่า มันเละเทะ ไม่รู้ต้องมีทิศทางยังไง เราค่อยๆ ทำของเราเองไป
พื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนสำคัญขนาดไหนกับระบบนิเวศของเมือง
ผมว่ามันสำคัญมาก อย่างน้อยเป็นพื้นที่ให้รับฟังกัน ดีกว่าไประบายในโซเชียลที่เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เป็นพื้นที่ของการห้ำหั่นกัน เราอาจเห็นบางคนดุดันในโซเชียล แต่ตัวจริงกลับอ่อนโยน ผ่อนคลาย มีเหตุผล ผมมองว่าการมีพื้นที่พูดคุยที่จริงใจ แชร์ความคิด ข้อเสนอแนะ ความคิดต่าง แน่นอนว่ามีคนอยากพูดเยอะ แต่ต้องมีคนรับฟัง เราขอเป็นพื้นที่แบบนั้น ไม่ได้ทำเพื่อการกุศลนะ ด้วยปัจจัยเศรษฐกิจเราก็ต้องอยู่ให้ได้ เป็นพาร์ตที่เราก็ต้องพัฒนาตัวเองไป
ในฐานะคนที่อยู่ที่นี่ มองว่าพื้นที่หรือคอมมูนิตี้สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพียงพอแล้วหรือยัง
ไม่เพียงพอหรอก
แต่ว่าข้อเสียของพื้นที่แบบนี้ คือเรามักจะแลกเปลี่ยนเฉพาะคนที่มีความคิดเห็นเหมือนกันกับเรา คนที่คิดไม่เหมือนกับเราจะไปอยู่ที่อื่น จริงๆ มันเป็นทุกที่ แต่เราน่าจะมีคนที่ไม่คิดเหมือนกัน คอยเบรกกัน แล้วรับฟังกัน เมื่อไรคิดเหมือนกัน เข้าข้างกันเอง มันจะไม่ค่อยเกิดการพัฒนาเท่าไหร่ เรียกว่ามันจะไม่มีเรื่องให้ฉุกคิด แต่พอมีคนคิดต่าง เราก็ต้องต้องนั่งอยู่ในวงเดียวกันให้ได้

ด้านหนึ่งคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ด้านหนึ่งคุณเป็นคนทำงานศิลปะ คุณหาจุดกึ่งกลางของสองสิ่งนี้ยังไงเพื่อให้ใช้ชีวิตประจำวันต่อไปได้
เราจะเป็นจิตอาสาอย่างเดียวเราก็อยู่ยาก จะเป็นนักธุรกิจอย่างเดียวเราก็ไม่แคร์สังคมจนเกินไป อยู่ยากเหมือนกัน ผมพยายามจะเป็นตัวเอง ค่อยๆ เดินด้วยทุนของเราเอง มันจะได้ไม่เบียดเบียนลูกค้า ไม่เบียดเบียนคนอื่น แล้วก็ไม่เบียดเบียนตัวเราเองด้วย แต่ว่าอย่าคิดเยอะ ทำไปก่อน ทำแบบของเราให้คนเห็น เราอยากยืนด้วยลำแข้งของเราเอง แล้วค่อยๆ ต่อยอดดีกว่า
อะไรเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในบางแสน
โหย เปลี่ยนไปเยอะ ไม่ว่าจะศิลปะ ดนตรี คาเฟ่ แต่พูดง่ายๆ คืองานคราฟต์ งานที่เฉพาะทาง งานโฮมเมดเริ่มถูกพรีเซนต์ด้วยตัวของคนทำเองมากขึ้น
เอาง่ายๆ ก็ตัวผมเอง ผมเริ่มพรีเซนต์ตัวเองว่า “เอ้ย ผมทำแบบนี้นะ ถ้าชอบก็มาทางเรา” อย่างพี่คนไหนชอบเรื่องชา ก็มีร้านชาเฉพาะทาง เช่น MossTea เขาทำชาในแบบของเขา หรือบรรดาร้านกาแฟก็มีความเฉพาะตัวมากขึ้น
เราจะเห็นว่าคนทำเริ่มมีเอกลักษณ์ มีเวิร์กชอป มันกลายเป็นทางเลือก ความหลากหลายเริ่มมากขึ้น บางแสนมีตัวเลือกมากขึ้น ผมมองว่ามันสนุก ทำให้คนคูลๆ เยอะขึ้น (หัวเราะ) ทำให้คนหลากหลาย ไม่เหมือนเมื่อ 3-4 ปีก่อน ที่ทุกร้านเป็นมินิมอลเหมือนกันหมด เดี๋ยวนี้มีร้านเฉพาะทาง อย่างร้านกาแฟที่นักดนตรีทำ ร้านที่ศิลปินทำ ร้านที่กลุ่มเภสัชเป็นคนทำ ร้านที่ช่างภาพทำ หรือร้านของเก่าที่คนสะสมเฟอร์นิเจอร์ทำ

อยากเห็นบางแสนพัฒนาไปในทิศทางไหน
ส่วนตัวอยากเห็นบางแสนพัฒนาไปเรื่อยๆ มันยังไปได้อีก มันเป็นได้หมดนะ มันอยู่ที่ว่าเราลงมือทำเมื่อไหร่ ไม่ใช่แค่ผู้มีอำนาจหรือเจ้าเมือง ซึ่งทุกคนก็พยายามผลักดันอยู่นะ เรื่องของเรื่องคือ คุยกันมันยาก แต่ถ้าได้คุยกัน ประสานงานกัน มันจะเกิดขึ้นได้
พูดง่ายๆ ไม่ใช่แค่มีพื้นที่สำหรับพวกฉันหรือพวกคุณ แต่ควรเป็นพื้นที่สำหรับ ‘เรา’ คำว่า ‘เรา’ มันเป็นก้อนใหญ่ ผมว่านี่เป็นหัวใจสำคัญ ฟังดูเหมือนเป็นยูโทเปียนิดๆ เพราะทุกคนหลากหลายนะ คนที่นี่หลากหลายมาก พูดจริงๆ
มีอะไรอีกบ้างที่ Chalee House กำลังมองหาหรืออยากลองทำ
เราอยากมีสตูดิโอ อยากทำสตูดิโอ แล้วให้คนมาใช้สตูดิโอทำงาน และกึ่งๆ ทำงานของเราเองด้วย อยากให้คนสัมผัสคนทำงานศิลปะจริงๆ เป็นเหมือนที่กินกาแฟสำหรับคนทำงานศิลปะ

ถ้าให้วาดภาพของภาคตะวันออกหรือเมืองในฝันล่ะ มันจะเป็นภาพประมาณไหน
เรามองว่ามันคงเป็นเมืองสนุกๆ สีสันเยอะๆ สื่อถึงความหลากหลาย
มีคำแนะนำสำหรับคนทำงานศิลปะรุ่นใหม่ไหม
ศิลปินรุ่นใหม่ทุกวันนี้เก่งครับ ผมก็ต้องตามรุ่นใหม่ บางทีรูปแบบการทำงานของเรายังเป็นของรุ่นเก่า สิ่งที่น่าสนใจคือเราต้องดูว่ารุ่นใหม่ทำยังไง แล้วเอาประสบการณ์ของรุ่นเก่ามาใช้ คือนำเสนอแบบรุ่นใหม่ ผสมกับเทคนิคของรุ่นเก่า เราไม่อยากให้คนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่าแบ่งแยกกัน เราต้องยอมรับสิ่งใหม่แล้วปรับตัว เพราะถ้าแบ่งแยกกัน เราจะทิ้งใครสักคนไว้ข้างหลัง

แล้วมีอะไรอยากบอกคนที่อยากทำร้านหรือคอมมูนิตี้แบบ Chalee House
ทำเลยครับ สนุกอยู่แล้ว ทำ เรียนรู้ แล้วค่อยแก้ปัญหา ใช้วิธีของคนรุ่นเก่า แต่ใช้วิธีนำเสนอของรุ่นใหม่ควบคู่กันไป
คำถามสุดท้าย แนะนำเครื่องดื่ม หนังสือ และแผ่นเสียงที่บ่งบอกความเป็น Chalee House
เครื่องดื่ม – กาแฟอเมริกาโน่ กาแฟธรรมดา สำหรับสลับการพูดคุย น้ำเปล่าก็ได้นะ
หนังสือ – ล่าสุดเพิ่งอ่านหนังสือของพี่เล็ก ใบเมี่ยง ชื่อว่า โรงรูปเงา น่ารักดีครับ ทำให้เห็นวัยเด็ก พูดถึงวิถีชีวิตในสะหวันนะเขต ประเทศเพื่อนบ้าน การเดินทาง สงคราม ฯลฯ เป็นหนังสืออ่านง่าย สนุก แต่เราไม่ได้ขาย เพราะพี่เล็กส่งมาให้ ถ้าร้อนเงินถึงจะขายครับ (หัวเราะ)
แผ่นเสียง – แนะนำ Michael Franks อัลบั้ม Passionfruit (1983) ครับ อาจารย์จากคณะศิลปะการแสดงแนะนำมา ฟังแล้วติดใจ ออกแนวลอยๆ หน่อย ต้องลองฟังครับ



