/

ฟอสซิลยังจำเป็นอยู่ไหม? ชวนจินตนาการใหม่เรื่องเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคตะวันออก

ในความทรงจำอันไม่ห่างไกลของใครหลายๆ คนกับภาคตะวันออก เรามักมีภาพทะเลยามสายกลืนเป็นสีเดียวกับผืนฟ้า ลมนอกชายฝั่งพัดกลิ่นเกลือทะเลลอยมาแตะจมูก เรือประมงกลางทะเลลอยห่างออกไปจนดูไม่ต่างจากเม็ดทรายบนชายหาด ไม่ผิดนักที่จะบอกว่าพื้นที่นี้เป็นโอเอซิสของคนกรุงเทพฯ เช่นผมและใครอีกหลายคน 

 

แต่ในอีกด้านของความงามและสุขสงบ ภาคตะวันออกคือพื้นที่หลักของอุตสาหกรรมหนัก และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดของประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักนโยบายและแผนพลังงานระบุว่า ระยองและชลบุรีใช้ไฟฟ้าเป็นอันดับ 2 และ 3 รองมาจากกรุงเทพฯ ส่วนปราจีนบุรีและฉะเชิงเทราใช้ไฟฟ้ามากเป็นอันดับ 10 และ 12 ตามลำดับ 

ถ้าสงสัยว่ามากขนาดไหน เอาเป็นว่าแค่จังหวัดระยองที่มีประชากรราว 700,000 คน ก็ใช้ไฟฟ้าเกือบเท่าประเทศเดนมาร์กที่มีประชากรมากกว่า 6,000,000 คนแล้ว.. 

อีกตัวเลขที่น่ากังวลและขัดกับภาพลักษณ์แหล่งโอเอซิสของภาคตะวันออกคือ ตัวเลข 99% ของโรงไฟฟ้าในภาคตะวันออกคือโรงไฟฟ้าฟอสซิลทั้งหมด หรือแปลว่าเบื้องหลังท้องฟ้าสีครามและผืนทะเลงดงาม ภาคพลังงานในตะวันออกกำลังผลิตก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาล และบ่มผืนน้ำให้คุกกรุ่นด้วยความร้อน 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นดาบสองคมจากการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด หากปล่อยไว้เช่นนี้ คงอีกไม่นานที่ภาคตะวันออกที่เรารู้จัก จะไม่ใช่แบบเดิมอีกต่อไป 

ภาคตะวันออกจะเปลี่ยนแปลงได้ไหม? เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราชวน 3 นักวิชาการมาร่วมจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของพลังงานในภาคตะวันออก จำเป็นไหมที่ยังต้องมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลอยู่ เราพร้อมแค่ไหนในการหันมาพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเพื่อผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น และถ้าให้ “จินตนาการ” พลังงานภาคตะวันออกควรมีที่มาจากอะไร 

 

สร้างใหม่ – ต่อสัมปทาน คำถามถึงโรงไฟฟ้าฟอสซิลภาคตะวันออก 

ในมุมของ เดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการที่ติดตามนโยบายพลังงานมานานกว่า 20 ปี และผู้อำนวยการ Think Forward Center กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคตะวันออกว่ามีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย 

สำหรับข่าวดีคือ มีความเป็นไปได้ที่ภายในปี 2050 หรืออีกประมาณ 25 ปีนับจากวันนี้ ประเทศไทยจะไม่ต้องพึ่งพลังงานฟอสซิลอีกต่อไป ซึ่งนับว่าเร็วกว่าที่รัฐบาลกำหนดไว้ในปี 2065 

“ไม่มีทางที่พลังงานฟอสซิลจะหายไปในทันที โดยที่ไม่มีการวางแผนของเราครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ากรอบเวลาประมาณ 20 ปีถือว่าโอเค” เดชรัตกล่าว

สำหรับข่าวร้ายคือ ภาคตะวันออกอาจเป็นพื้นที่สุดท้ายที่จะเปลี่ยนมาเป็นพลังงานหมุนเวียนโดยสมบูรณ์ เพราะความต้องการพลังงานจากภาคอุตสาหกรรม และงบประมาณมหาศาลในการวางโครงสร้างพลังงานใหม่  

สำหรับอนาคตพลังงานฟอสซิลภาคตะวันออก เดชรัตชวนให้คิด 2 โจทย์ใหญ่เกี่ยวกับพลังงาน 

ข้อแรก ควรจะมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลเพิ่มขึ้นอีกไหมในภาคตะวันออก?  

ข้อสอง โรงไฟฟ้าที่กำลังจะหมดสัญญา ควรจะเดินเครื่องต่อไปอีกกี่ปี? 

“มันไม่ควรจะมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลเพิ่มขึ้นอีกแล้วในภาคตะวันออก เพราะว่าตอนนี้เราพึ่งพาฟอสซิลเยอะอยู่แล้ว” เดชรัตแสดงจุดยืนถึงคำถามข้อแรก

เดชรัตมีข้อเสนอต่อว่า ควรมีการปรุงแก้ไขกฎระเบียบและเงื่อนไขให้ครัวเรือนสามารถขายไฟให้ผู้ซื้อรายใหญ่ เช่น ภาคอุตสาหกรรมซึ่งอยากได้ไฟฟ้าสีเขียวเช่นกัน

“ครัวเรือนและเอกชนควรจะมีแรงจูงใจในการลงทุนเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานหมุนเวียนมากกว่านี้” เดชรัตกล่าว

สอดรับกับงานวิจัย ‘ใช้พลังมวลชน: เพิ่มการเข้าถึงเงินทุนเพื่อติดตั้งโซลาร์ครัวเรือนด้วยโมเดลคราวด์ฟันดิงในไทย’ ของเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (CFNT) พบว่า ผู้มีรายได้น้อยยังเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ยากจากสาเหตุหลายประการ เช่น กฎระเบียบภาครัฐ, อุปสรรคด้านเงินทุน หรือระยะเวลาการขายไฟฟ้าคืนแก่รัฐที่ไม่สอดรับกับต้นทุนในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 

เดชรัตทิ้งท้ายสิ่งที่ควรติดตามหลังจากนี้คือ แผน PDP 2025 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างพลังงานขของทั้งประเทศ และตอบคำถามทั้งสองข้อข้างต้น 

“ที่ผ่านมา แผน PDP ไม่ได้เปิดกว้างให้ทุกคนมีส่วนร่วม และไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงผลดี ผลเสีย โอกาส หรือผลลัพธ์ของแผนทั้งหมด” เดชรัตชวนให้ติดตาม 

 

‘พลังงานชีวมวล’ อีกคำตอบของภาคตะวันออก

“โลกไม่มีความสามารถในการรองรับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอีกแล้ว ฉะนั้น มันไม่มีสมการไหนเลยที่จะมีพลังงานฟอสซิลอยู่ในอนาคต” ชาลี เจริญลาภนพรัตน์กล่าว 

ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ติดตามเรื่องพลังงานไฟฟ้ามาอย่างยาวนานจินตนาการถึงระบบพลังงานภาคตะวันออกไว้อย่างน่าสนใจ เขาเสนอว่าพลังงานชีวมวลอาจเป็นพระเอกใหม่ของภาคตะวันออก โดยเขาเสนอให้มีการปรับพื้นที่รกร้างและพื้นที่กองทัพให้กลายเป็นแหล่งปลูกพืชพลังงาน เช่น อ้อยหรือมันสำปะหลัง 

ผสมไปนั้นคือ พลังงานลม ซึ่งนอกจากเหมาะกับสภาพภูมิประเทศที่มีทั้งภูเขาและทะเลแล้ว เทคโนโลยีปัจจุบันยังรองรับความเร็วลมที่ต่ำมากขึ้นแล้ว เช่นเดียวกับโมเดลทุ่งกังหันของ บ.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา 

ชาลีเสริมว่าที่จำเป็นต้องทำควบคู่กันไปนั้น คือระบบกักเก็บพลังงานที่มีคุณภาพสัก 1-2 แห่ง อย่างระบบเขื่อนสูบกลับ ที่จะใช้พลังงานแสงอาทิตย์สูบน้ำไปกักเก็บไว้และปล่อยลงมาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในช่วงที่ต้องการใช้พลังงานมากขึ้นเช่นตอนกลางคืน 

พร้อมกันนั้น ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมในการกักเก็บพลังงานและปรับพฤติกรรมให้สอดรับกับระบบพลังงานหมุนเวียนด้วย เช่น ถ้าเริ่มมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น โรงงานก็ควรเดินเครื่องจักรในตอนที่มีแสงอาทิตย์ แทนที่ตอนกลางคืนที่เคยเป็นช่วงออฟพีก (ค่าไฟถูกที่สุด) 

“ถ้าเรามีแหล่งกักเก็บพลังงานและมีการบริหารจัดการผลิตที่ดี ผมคิดว่าไทยจะสามารถเปลี่ยนสู่พลังงานหมุนเวียนได้เกือบ 100% ครับ” ชาลีกล่าว 

อ.ชาลียืนยันว่า ‘ไทยพร้อม’ และ ‘เทคโนโลยีพร้อม’ สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เพียงแต่ยังมี 3 ปัญหาใหญ่ที่เป็นอุปสรรค

ข้อแรก การวางแผนพลังงานแบบรวมศูนย์ ต้องพึ่งพาสายส่งจากภาครัฐ การพัฒนาโรงไฟฟ้าต้องขออนุญาตเพื่อเข้าไปอยู่ในแผนผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือแผน PDP เสมือนให้การผลิตพลังงานหมุนเวียนต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐ

ข้อสอง มายาคติพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานหมุนเวียนราคาแพงกว่าฟอสซิล แต่ผลวิจัยล่าสุดจาก BloombergNEF ยืนยันว่าการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยได้ถูกกว่าเดินหน้าพลังงานฟอสซิลต่อไปเรียบร้อยแล้ว 

ข้อสาม ผู้มีอำนาจในการกำหนดแผน PDP ซึ่งบางกลุ่มเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทำให้มีแรงเสียดทานในการเปลี่ยนผ่าน 

”ภาคการผลิตไฟฟ้าสามารถเข้าสู่ zero carbon ได้ด้วยตัวเองแล้ว เทคโนโลยีมันพร้อมแล้ว แถมไฟฟ้าเนี่ยยิ่งลดคาร์บอนฯ ค่าไฟยิ่งถูก ฉะนั้นทำไมเราถึงจะไม่ใช้พลังงานหมุนเวียนให้ 100% ล่ะ“ ชาลีกล่าว

ชาลีทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ควรสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับพลังงานรูปแบบนี้เพิ่มอีกต่อไปแล้ว ชาลีหมายถึงแผนสร้างท่าเรือรองรับก๊าซ LNG แห่งที่ 3 บริเวณท่าเรือมาบตาพุดซึ่งคาดว่าจะมีการเริ่มก่อสร้างและถมทะเลในกลางปี 2568 นี้ เพราะเขามองว่านอกจากพลังงานมันจะพ้นสมัยไปแล้ว ตอนนี้ยังมีโรงไฟฟ้าก๊าซอย่างน้อย 5 โรงที่ไม่ได้เดินเครื่องเลยตลอดทั้งปี ซึ่งผลลัพธ์ของมันแฝงอยู่ในบิลค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายทุกเดือน

”การพัฒนาที่มันผิดรูปผิดทาง มันเกิดจากแผน PDP 2018 ที่พยากรณ์การใช้ไฟฟ้าผิดพลาด และถ้าเรายังฝืนสร้างโรงไฟฟ้าต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้ มันจะเป็นทิศทางที่น่าเป็นห่วงครับ“ ชาลีทิ้งท้าย

คำถามใหญ่คือเราใช้ฟอสซิลคุ้มค่าพอหรือยัง?

ธารา บัวคำศรี ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษากรีนพีซ ประเทศไทย เริ่มต้นอธิบายภาพของพลังงานในอนาคตของภาคตะวันออก โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ 

ในระยะสั้นหรือช่วงเปลี่ยนผ่าน เขาเสนอให้หยุดโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งหมด หากจะสร้างควรเป็นโรงไฟฟ้าขนาด SPP หรือ VSPP ที่เหมาะกับพื้นที่นั้นๆ เท่านั้น 

ถึงแม้จะเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม แต่ธารายอมรับความเป็นจริงข้อหนึ่งคือ ไทยยังคงต้องพึ่งพลังงานฟอสซิลในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่คำถามคือจะใช้อย่างไรให้คุ้มค่าและเต็มศักยภาพมากที่สุด เพราะในปัจจุบัน โรงไฟฟ้าสามารถดึงศักยภาพของก๊าซออกมาได้แค่ 41% เท่านั้น หรือแปลว่ากว่าศักยภาพของพลังงานกว่าครึ่งหนึ่งสูญเปล่าไปในอากาศ

เขาเสนอภาพของโรงไฟฟ้าของบริษัทผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัด ที่ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ก่อนนำความร้อนที่เหลือจากการผลิตเปลี่ยนเป็นความเย็นป้อนสู่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวใช้ระบบที่เรียกว่า ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานร่วม หรือ Co-generation หรือระบบที่เปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นไฟฟ้าและพลังอื่น เช่น ความเย็น ไปพร้อมกัน 

ส่วนในระยะยาว ธารามองว่าภาคตะวันออกมีศักยภาพในการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างน้อย 3 รูปแบบ 

  1. ฟาร์มกันหันลมนอกชายฝั่ง เพราะด้วยศักยภาพของพื้นที่ภาคตะวันออกที่เป็นพื้นที่ติดทะเล หากจะมีฟาร์มกังหันลมน่าจะมีความเป็นไปได้สูง โดยในปัจจุบัน เทคโนโลยีกังหันลม 1 ตัวสามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 26 เมกะวัตต์
  2. ไฟฟ้าจากคลื่นทะเล ในปัจจุบันมีวิธีที่หลากหลาย เช่น กันหันใต้น้ำ, ทุ่นลอยน้ำ หรือใช้แรงดันน้ำจากคลื่น อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดของวิธีนี้คือขนาดของคลื่นในทะเลประเทศไทย
  3. โซลาร์เซลล์ ซึ่งข้อนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังติดกับกฎระเบียบหลายประการที่ทำให้การลงทุนในโซลาร์เซลล์ยังไม่คุ้มเท่าที่ควร เช่น ราคารับซื้อไฟฟ้าที่ต่ำ ระบบโควตา ตลอดจนขั้นตอนการขออนุญาตและค่าธรรมเนียมเพื่อขอติดตั้งโซลาเซลล์ที่สูงเกือบ 10,000 บาทสำหรับที่อยู่อาศัย 

ในมุมของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม เขามองว่าการเดินหน้าสู่พลังงานหมุนเวียนต้องทำควบคู่ไปกับการแก้ไขโครงสร้างทางการเมือง เพราะตราบใดที่ฝ่ายการเมืองในฐานะคีย์แมนสำคัญของบอร์ดพลังงานแห่งชาติ ยังไม่มีจินตนาการและความมุ่งมั่น การขับเคลื่อนใดๆ ก็ล้วนเปล่าประโยชน์ 

“ตัวที่ฉุดรั้งมากที่สุดคือ โครงสร้างส่วนบนสุดของการตัดสินใจด้านพลังงานหรือ กพช. (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) ซึ่งคือภาคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ ดังนั้น เราต้องมีรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์และจินตนาการที่จะทำให้ภาคพลังงานของไทยกระจายศูนย์กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” ธารากล่าว 

ควบคู่กันไปนั้นคือ การทลายระบบพลังงานรวมศูนย์ ที่ทำให้การผลิต จ่าย และบริหารพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดอยู่ในมือของภาครัฐ ซึ่งจะแก้ได้ด้วยการกระจายอำนาจให้แต่ละจังหวัดสามารถวางแผนและจัดการพลังงานไฟฟ้าของตนเองได้ 

“ในอนาคต สมมติเรากระจายอำนาจมากขึ้น และให้ผู้ว่าเป็นผู้กำหนดนโยบายพลังงานของจังหวัด ผมคิดว่าสามารถกำหนดให้ที่อยู่อาศัยของครัวเรือนต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมถึงต้องออกแบบเมืองโดยคำนึงถึงพลังงานมากขึ้น ผมว่าเป็นอีกทางที่สำคัญ” สิ่งที่ธารากล่าวถึงคือ การออกแบบเมืองให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนอาคารภาครัฐ หรือการสร้างทางเท้าและทางจักรยานเพื่อลดจำนวนรถยนต์ในเมือง 

 

ถึงแม้ทั้ง 3 คนจะมีโฟกัสและมุมมองที่แตกต่างกันต่อพลังงานในอนาคตของภาคตะวันออก แต่ดูเหมือนสิ่งหนึ่งที่พวกเขามองเหมือนกันคือ ไทยพร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อรักษาโลกใบนี้ไว้ให้นานที่สุด

แต่สิ่งที่ฉุดรั้งพวกเราไว้คืออะไร.. คำถามนั้นดูเหมือนทุกคนจะได้คำตอบจากบทสนทนาด้านบนนี้แล้วเช่นกัน  

 


บทความโดย : สุทธิพัฒน์ กนิษฐกุล (Sutthipath Kanittakul)
written by
photo by

-

SHARE THIS ARTCLE

MOST POPULAR